วันศุกร์, สิงหาคม 27, 2553

เมียวิกเตอร์ บูท เผยศิริโชคถามสามี เรื่องทักษิณ

by Herogeneral on 2010-08-28 - 11.55 am
ข้อมูลโดย: ข่าวสดออนไลน์
วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 19:44 น.
เมียวิกเตอร์ บูท เผยศิริโชคถามสามี เรื่องทักษิณ

จาก อัลบั้ม ข่าวสดออนไลน์

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 27 ส.ค. ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ หรือ เอฟซีซีที นางแอลลา บูท ภรรยาของนายวิกเตอร์ บูท แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในฐานะตัวแทนสามี ว่า ตนไม่ได้อัดเทปลับการสนทนาระหว่างสามีและนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมขอร้องสื่อมวลชนให้เลิกถามเรื่องนี้กับตน เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของครอบครัว


นางแอลล่า กล่าวว่า สามีเปิดเผยเนื้อหาการสนทนาระหว่างนายศิริโชคอย่างละเอียดว่า เมื่อวันที่ 15 เม.ย. นายศิริโชคเรียกเข้ามาพบในห้องทำงานฝ่ายบริหารของเรือนจำ โดยแนะนำตัวว่านายศิริโชคเป็นผู้ช่วยของนายกรัฐมนตรี และส.ส.ของพรรคการเมืองหนึ่ง จากนั้นนายศิริโชคนำหนังสือพิมพ์ต่างประเทศฉบับหนึ่งให้ตนดู ภายในเป็นข่าวการจับกุมเครื่องบินที่บรรทุกอาวุธสงครามจากเกาหลีเหนือไปยัง ศรีลังกา แต่ถูกตำรวจไทยตรวจค้นและจับกุมได้ เพราะแวะเติมน้ำมัน


นายศิริโชคขอความเห็นนายบูท ในฐานะผู้เชี่ยวชาญว่าจะเป็นไปได้ไหมที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจ่ายเงินและนำอาวุธเหล่านี้มาให้แก่มวลชนเสื้อ แดงในการก่อความไม่สงบ นายบูทตอบปฏิเสธไม่รู้พร้อมกล่าวว่าตนไม่มีความเกี่ยวข้อง


จากนั้นนายศิริโชคนำเลขประจำเครื่องบินส่วนตัวของอดีตนายกฯมาให้ดูอีก พร้อมถามว่าจะทำอย่างไรจึงจะจับสัญญาณหรือจับกุมเครื่องบินลำนี้ได้ นายบูทกล่าวว่า ไม่รู้เพราะเครื่องบินนี้เป็นแบบชาติพันธมิตร และตัวเลขยังเป็นระบบสัญลักษณ์ของสหรัฐ ตนซึ่งเป็นชาวรัสเซียไม่มีทางเข้าใจได้


จากนั้นนายศิริโชคถามว่ามีความเห็นอย่างไรที่หลายประเทศบ่ายเบี่ยงการ ส่งตัวอดีตนายกฯ กลับประเทศในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน นายบูท ตอบว่าไม่ทราบ รู้เพียงว่าอดีตนายกฯพ้นจากตำแหน่งเพราะการรัฐประหาร


ต่อมาถามว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีตำรวจของอดีตหน่วยงานกลางดูแลการข่าว ความมั่นคงและตำรวจสันติบาลของสหภาพโซเวียต หรือ เคจีบี อยู่กี่คน นายบูทตอบว่าไม่รู้เพราะไม่เคยยุ่งเกี่ยว

ตอนท้ายนายศิริโชคถามว่า ทราบอาการป่วยของอดีตนายกฯหรือไม่ นายบูท ตอบว่าไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวจึงตอบไม่ได้


ด้านนางแอลล่า กล่าวถึงชีวิตส่วนตัวว่า ตลอดเวลา 20 ปีที่ใช้ชีวิตร่วมกับนายวิกเตอร์ บูทมา รู้จักนายบูทอย่างลึกซึ้งและเชื่อว่าเป็นคนดีเสมอมา แต่ 10 ปีหลังมานี้นายบูทถูกสื่อและรัฐบาลหลายประเทศข่มเหง จนกลายเป็นปีศาจในสายตาชาวโลก


จากนั้นนางแอลล่า โชว์จดหมายที่รัฐบาลสหรัฐส่งถึงสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐ ก่อนการตัดสินคดี 1 วัน ภายในมีเนื้อหากดดันให้มีการส่งตัวนายวิกเตอร์ บูท มายังสหรัฐ และกล่าวว่า นี้เป็นหลักฐานชิ้นดีว่าคดีนี้เป็นเกมการเมือง และสหรัฐกำลังใช้อิทธิพลครอบงำประเทศไทยอยู่


วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เข้าพบนายวิกเตอร์ บูท ถึงเรือนจำ ว่า นายศิริโชคชี้แจงว่าการทำหน้าที่ไปเข้าพบผู้ต้องหาเป็นการกระทำโดยเปิดเผย ไม่ได้เป็นความลับ ตามกฎของกรมราชทัณฑ์มีการบันทึกไว้โดยตลอด และมีการแถลงต่อสภาทันที่โดยไม่มีความพยายามที่จะปิดบัง


กรณีที่นายจตุพรกล่าวหาว่ารัฐบาลพยายามดำเนินการเรื่องนี้ เพื่อโยงให้ถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎ สังคมก็จะสามารถใช้วิจารณญาณไตร่ตรองได้ โดยเฉพาะนายจตุพรและนายศิริโชค จะต้องมีคนหนึ่งพูดจริงและอีกคนหนึ่งพูดเท็จ


ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายลักษณ์ นิติวัฒน์วิจารณ์ ทนายความของนายวิกเตอร์ บูท ผู้ต้องหาคดีค้าอาวุธ จะทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ช่วยคัดค้านการส่งตัวนายบูทไปดำเนินคดีที่สหรัฐอเมริกา โดยอ้างข้อกฎหมายในสนธิสัญญาว่าผู้ต้องหาเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารของประเทศ นั้นๆ ยับยั้งการส่งตัวได้ ว่า


ถ้ามีการยื่นเรื่องมา ก็ต้องดูก่อนว่าเขามีเหตุผลอะไร แต่โดยหลักของกฎหมายระหว่างประเทศ ฝ่ายบริหารเป็นผู้ใช้ดุลพินิจเป็นลำดับสุดท้าย ส่วนการใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารนั้นส่วนใหญ่ทำกันในช่วงก่อนศาล จึงควรให้กระบวนการของศาลจบสิ้นก่อน


จาก อัลบั้ม ข่าวสดออนไลน์

โชคไม่ศิริ

ที่มา : ข่าวสดรายวัน คอลัมน์ เหล็กใน
วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7212 หน้า 6


ศิริโชคเข้าคุกบางขวาง ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ที่กำลังบานปลายกลายเป็น อะราวด์ เดอะ เวิลด์ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของศิริโชค โสภา คนไปพบกับ วิกเตอร์ บูท คนอยู่ในคุก

แต่มันเกี่ยวข้องทั้งทางตรง ทางอ้อมกับหลายประเทศ ไทย ประเทศของศิริโชค รัสเซีย ประเทศของวิกเตอร์ สหรัฐอเมริกา ประเทศที่ขอตัววิกเตอร์ไปดำเนินคดี

ยังมีเกาหลีเหนือ ประเทศต้นทางของเครื่องบินขนอาวุธมาจอดเติมน้ำมันแล้วถูกจับที่ดอนเมือง และศรีลังกา ประเทศที่ทักษิณไปเยือนช่วงที่เครื่องบินขนอาวุธถูกจับ เห็นแค่ชื่อสหรัฐอเมริกากับรัสเซีย ก็สะท้านไปทั้งโลก

ศิริโชคยังพยายามขยายความเพื่อเคลียร์ตัวเองให้พ้นจากคำถาม ข้อครหาต่างๆ โดยเอ่ยชื่อเกาหลีเหนือกับศรีลังกาเพิ่มเข้ามาอีก เห็นชื่อเกาหลีเหนือกับศรีลังกา ก็หนาวไปทั้งโลกไม่แพ้กัน

เกาหลีเหนือลือเลื่องเรื่องอะไรคงไม่ต้องบอก ส่วนศรีลังกา ชื่อๆ นี้ก็มาพร้อมๆ พยัคฆ์ทมิฬอีแลม

ระดับฮาร์ดคอร์ทั้งนั้น!

วอลเปเปอร์ คนโปรดของนายกฯ ประเทศไทย คงไม่นึกไม่คิดว่าการเข้าคุกบางขวางเมื่อเม.ย.จะมาถึงจุดนี้ จุดที่เปรียบได้กับสำนวนคำพังเพยโบราณที่ว่า อยู่ระหว่างเขาควาย หรือ เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกแขวนคอ

ที่อยู่ระหว่างเขาควาย หรือไม่ได้กินเนื้อ ไม่ได้นั่งหนัง แต่ดันเอากระดูกมาแขวนคอประจานตัวเองนั้น ไม่ใช่ศิริโชค แต่เป็นประเทศไทยทั้งประเทศ

ไทยที่กำลังถูกสหรัฐกดดันให้ส่งตัววิกเตอร์ไปดำเนินคดี ถึงขนาดนำเครื่องบินมาจอดรออยู่สนามบินบน.6 เวลานี้

ไทยที่กำลังถูกรัสเซียกดดันไม่ให้ส่งตัววิกเตอร์ตามคำร้องขอของสหรัฐ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะกดดันได้เสียด้วย เพราะศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนครบสัปดาห์แล้ว แต่วิกเตอร์ยังอยู่ใน คุกไทย

ส่วนเกาหลีเหนือกับศรีลังกา ยิ่งเงียบ ยิ่งน่ากลัว

ศิริโชคเข้าคุกบางขวาง ประเทศเข้าสู่ชะตากรรมอันตราย เพียงเพื่อต้องการเล่นงานทักษิณคนเดียว ประเทศถึงตกอยู่ในสภาพนี้

โชคไม่ศิริ จริงๆ!?

จาก อัลบั้มภาพ Matichon Online

"วิคเตอร์ บูท" วิบากกรรมของ"คนค้าความตาย"
ข้อมูลโดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitara@gmail.com
ที่มาข้อมูล : มติชนออนไลน์วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 10:44:21 น. และหน้า 17,มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2553


"วิคเตอร์ อนาโตเลวิช บูท" ชาวเมืองดุสเชนเบ้ ในสหภาพโซเวียตเดิม (ปัจจุบันอยู่ในทาจิกิสถาน) ถือสัญชาติรัสเซีย วัย 43 ปี ถูกจับกุมในปฏิบัติการ "ล่อซื้อ" ของเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปราบปรามยาเสพติด (ดีอีเอ) ของสหรัฐอเมริกา ในโรงแรมใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อเกือบ 2 ปีก่อนหน้านี้


เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ในการพิจารณาคดีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนของไทย พิพากษาให้ส่งมอบตัววิคเตอร์ บูท ให้กับทางการสหรัฐอเมริกา เพื่อดำเนินคดีต่อตามคำฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2008 ที่กล่าวหาว่าเป็นผู้สมคบคิดจัดหาอาวุธให้กับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่เรียก ตัวเองว่า "กองทัพปฏิวัติแห่งโคลัมเบีย" หรือ "ฟาร์ค" ซึ่งสหรัฐอเมริกาถือว่าเป็นกองกำลังก่อการร้าย


ใน ทางหนึ่งนั่นเป็นการสิ้นสุดการหลบหนีเงื้อมมือกฎหมายยาวนานของ "นักธุรกิจ" ชาวรัสเซียรายนี้ ในอีกทางหนึ่งคำพิพากษาดังกล่าวก็เป็นอันยุติ "สงครามทางการทูตปิดลับ" ระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย บนสมรภูมิของประเทศเล็กๆ อย่างไทยลงอย่างเป็นทางการ

รอคอยผลพวงที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้กันต่อไปในอนาคต

โดย เปิดเผยแล้ว ทางการสหรัฐอเมริกายืนยันว่า การนำตัววิคเตอร์ บูท ขึ้นศาลเพื่อดำเนินคดี ถือเป็นการกระทำอันเป็น "คุณูปการ" ต่อโลกทั้งโลก ในทางเปิดเผยเช่นเดียวกัน ทางการรัสเซียยืนกรานหนักแน่นว่า ยอมไม่ได้ต่อการที่บุคคลในสัญชาติตน ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม

จาก อัลบั้มภาพ Matichon Online

วิคเตอร์ บูท เป็นใครกันแน่? วิบากกรรมที่นำมาสู่ผลบั้นปลายในครั้งนี้คืออะไร

และ ทำไม "นักธุรกิจ" รายหนึ่ง ถึงเป็นที่ต้องการตัวชนิดต้องทุ่มเทการดำเนินการทางการทูตกันจนวินาทีสุด ท้าย จากชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย!?!


มาร์แชล คิลดัฟฟ์ แห่งซานฟรานซิสโก โครนิเคิล หนังสือพิมพ์ทรงเกียรติภูมิแห่งซานฟรานซิสโก ให้นิยามถึงความเป็น "วิคเตอร์ บูท" เอาไว้ว่า ถ้าหากในโลกนี้มี "แบด กายส์ ฮอล ออฟ เฟม" แล้วละก็ วิคเตอร์ บูท คงมีรูปปั้นครึ่งตัวของเขาสิงสถิตอยู่ที่นั่นอย่างแน่นอน


นั่น เพราะวิคเตอร์ บูท เปรียบได้เสมือนหนึ่งมือที่มองไม่เห็น ที่เป็นผู้จุดไฟสงครามขึ้นในส่วนต่างๆ ของโลกมากกว่า 10 จุดในเวลานี้ เขาไม่เพียงขนส่งปืนกลอัตโนมัติ ระเบิดมือ และจรวดไปให้กับคู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่ายในสงครามกลางเมืองในแอฟริกาเท่านั้น ยังเป็นผู้ขายอาวุธให้กับทาลิบัน และคู่สงครามที่รวมตัวกันในนามพันธมิตรตอนเหนือในอัฟกานิสถาน เป็นผู้จัดส่งอาวุธให้กับกองกำลังต่างๆ ในตะวันออกกลางและอเมริกาใต้


นี่ คือคนที่ ณ จุดหนึ่งเคยมี "พนักงาน" อยู่ในบังคับบัญชา เพื่อทำหน้าที่จัดส่งอาวุธให้กับลูกค้าตามคำสั่งซื้อมากถึง 300 คน มีบริษัทบังหน้าหลากชื่อหลายนามระหว่าง 40-50 บริษัท

จาก อัลบั้มภาพ Matichon Online

นี่คือคนที่มี ลูกค้าไล่เรียงตั้งแต่ฟาร์คในอเมริกาใต้ เรื่อยมาจนถึงอัล ชาบับในโซมาเลีย เฮซบอลเลาะห์ในตะวันออกกลาง และทาลิบันในอัฟกานิสถาน


แต่ในขณะเดียว กันเป็น "พ่อค้าอาวุธ" ผิดกฎหมายเพียงไม่กี่รายที่สามารถเก็บงำตัวเองได้เงียบกริบ โลกภายนอกแทบไม่มีใครรู้จักชื่อ รู้จักหน้าค่าตา ตราบจนกระทั่งวิคเตอร์ บูท เข้าไปแตะ "ของร้อน" ด้วยการจัดส่งอาวุธให้กับทาลิบันในอัฟกานิสถาน เมื่อปี 2002 นั่นแหละชื่อวิคเตอร์ บูท จึงปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์


เดือนมีนาคมปีเดียวกัน เป็นวาระสุดท้ายที่มีผู้พบเห็นวิคเตอร์ บูท ในที่สาธารณะ

วิคเตอร์ อนาโตเลวิช บูท เป็นคนเชื้อชาติรัสเซีย สำเร็จการศึกษาจากสถาบันภาษาต่างประเทศของกองทัพสหภาพโซเวียต และทำหน้าที่เป็น "ล่าม" ให้กับกองพลส่งกำลังบำรุงทางอากาศ ของกองทัพอากาศโซเวียต จนกระทั่งถึงปี 1991

หน่วยงานดังกล่าวถูกยุบ สหภาพโซเวียตล่มสลาย

วิคเตอร์ บูท พ้นจากการทำหน้าที่ให้กับกองทัพขณะมียศนาวาอากาศโท!

สิ่ง ที่เขาพบเห็น นอกเหนือจากความโกลาหลอลหม่าน สับสน และแทบจะเป็นสภาพไร้ขื่อแป เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลงใหม่ๆ ก็คือ สรรพาวุธมหาศาลที่อดีตชาติมหาอำนาจทิ้งเอาไว้ และขาดการบริหารจัดการ ในประเทศต่างๆ ที่กุลีกุจอแยกตัวออกมาเป็นอิสระ

เขาเชื่อว่าเขากำลัง มองขุมทอง เพียงแต่อาศัยความสามารถในการจัดการเล็กน้อย มีอาวุธมากมายมหาศาลให้ขาย ขอแค่หาตัว "ลูกค้า" ให้เจอเท่านั้นเอง

นั่นเป็นที่มาของสมญานาม "พ่อค้าความตาย" ที่รัฐมนตรีอังกฤษผู้หนึ่งเอ่ยถึงเขาเอาไว้ในเวลาต่อมา

ศักยภาพ พิเศษที่ไม่เหมือนใครของวิคเตอร์ บูท ก็คือ เขาสามารถจัดหาอาวุธ "อะไรก็ได้" และสามารถจัดส่ง "อาวุธอะไรก็ได้" ไปถึงมือผู้เป็นลูกค้าได้ตรงเป้าหมาย และตรงตามเวลา เขาไม่เลือกลูกค้า ไม่มีความคิดเห็นว่าเป็นใคร อยู่ฝ่ายไหน สิ่งที่วิคเตอร์ บูท เลือกก็คือ มีเงินชำระหรือไม่เท่านั้น

วิคเตอร์ บูท มีเครือข่ายโยงใยในการค้าอาวุธมากมาย เขาขายตั้งแต่กระสุนปืนอาก้าเรื่อยไปจนถึงรถถัง มีบางครั้งถึงขนาดเคยรับปากจัดหา "เครื่องบินรบ" ให้กับกองกำลังติดอาวุธนอกกฎหมายด้วยซ้ำไป

จาก อัลบั้มภาพ Matichon Online

ลายมือของวิคเตอร์ บูท ที่กลายเป็นพยานหลักฐานในศาลไทย แสดงให้เห็นถึงรายการอาวุธที่นำเสนอขาย
เอกสารหลักฐานที่ได้จากแฟลชไดรฟ์ของวิคเตอร์ บูท แสดงรายละเอียดของจรวดสไปก็อต ของรัสเซียเพื่อนำเสนอขาย

ดักลาส ฟาราห์ อดีตผู้สื่อข่าววอชิงตัน โพสต์ ผู้เขียนร่วมในหนังสือ "เมอร์แชนท์ ออฟ เดธ" ที่ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นนักวิชาการประจำศูนย์ประเมินและยุทธศาสตร์ศึกษา นานาชาติ ในกรุงวอชิงตัน เปิดเผยว่า ทางการสหรัฐอเมริกาเริ่มติดตามพฤติกรรมของวิคเตอร์ บูท มาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 หลังจากที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้รับคำเตือนจากพฤติกรรม ขายอาวุธให้กับทุกฝ่าย ในปริมาณที่มากมายชนิดไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน และจัดหาอาวุธสมรรถนะสูงได้อย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน รวมทั้งอาวุธอย่าง "เฮลิคอปเตอร์โจมตี" เป็นต้น

"พอถึงกลางทศวรรษ 1990 พวกอเมริกันก็เริ่มตระหนักว่า จริงๆ แล้ววิคเตอร์ บูท ก็คือคนที่เปลี่ยนแปลงวิธีการในการก่อสงคราม เขาใช้เครื่องบินขนส่งขนาดใหญ่ทั้งลำเต็มไปด้วยอาวุธร้ายแรงไปที่โน่นที่นี่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่พ่อค้าอาวุธในรูปแบบ เดิมอีกต่อไป แต่เป็นพ่อค้าอาวุธในระดับที่สามารถเปลี่ยนการตัดสินใจก่อสงครามจากรัฐบาล ให้อยู่ในมือของเอกชนได้เลยทีเดียว" ฟาราห์ระบุ

ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ก็คือ บางครั้งวิคเตอร์ บูท รับเงินค่าจ้างส่งอาวุธให้กับกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่หนึ่ง จากนั้นก็หันไปรับเงินว่าจ้างจากสหประชาชาติ เพื่อจัดส่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมให้กับเหยื่อของความรุนแรงในพื้นที่ เดียวกันนั้น

วิคเตอร์ บูท เคยจัดส่งอาวุธให้กับกองกำลังก่อการร้ายในตะวันออกกลาง แต่ในขณะเดียวกันก็เคยรับจ้างกองทัพสหรัฐอเมริกาลำเลียงอาวุธไปส่งให้กอง กำลังของตนในอิรักอีกด้วย จนกระทั่งมีการสอบสวนเรื่องนี้ขึ้นมา มีการกล่าวอ้างในภายหลังว่าเป็นการว่าจ้างบริษัทบังหน้า และทางกองทัพไม่รู้ว่า แท้จริงแล้ววิคเตอร์ บูท คือผู้ได้รับประโยชน์จากงบประมาณของทางการสหรัฐอเมริกาในที่สุด

เจ้า หน้าที่อเมริกันพยายามหลายครั้งหลายหนเพื่อล่อให้วิคเตอร์ บูท ออกจากรัสเซีย สถานที่ที่เขาใช้ชีวิตอยู่อย่างเงียบๆ สบายๆ ได้ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งได้รับความร่วมมือจาก "ฝ่ายจัดซื้อ" ของฟาร์ค ร่วมมือกันล่อซื้ออาวุธจากบูท เมื่อราว 2 ปีก่อน

ในหลักฐานเอกสาร ที่นำเสนอให้ศาลพิจารณานั้น รวมทั้งบันทึกที่เป็นลายมือ นำเสนอขายให้กับเจ้าหน้าที่อเมริกันที่ปลอมตัวเข้าไป นำเสนอขาย "AA" หรือจรวดต่อต้านอากาศยาน ที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเป็นจรวดอิกลา, ปืนเอเค-47, เครื่องบินตรวจการไร้นักบิน, กระสุนสำหรับสไนเปอร์ไรเฟิล ดรากูนอฟ ของรัสเซีย 10 ล้านนัด, ปืนกลพีเคเอ็ม, จรวดอาร์พีจี 7 เรื่อยไปจนถึงเครื่องยิงระเบิดแบบเอจีเอส-17

ในระหว่างการล่อซื้อ ครั้งนั้น วิคเตอร์ บูท ยังมีแฟลชไดรฟ์เก็บรายละเอียดของโครงสร้างจรวดเอที-4 สไปก็อต ที่มีพิสัยทำการสูงสุดระหว่าง 2,000-2,500 เมตร มานำเสนอขายให้กับสายของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

มีไม่กี่คนเท่านั้นที่มีขายให้อย่างที่วิคเตอร์ บูท มี!!

นัก วิเคราะห์บางรายเชื่อว่า วิคเตอร์ บูท มีสายสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัสเซียอย่างแนบแน่น ในช่วงเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯจึงกลายเป็นสมรภูมิในการทำสงครามการทูตระหว่างตัวแทนของทั้งรัสเซีย และสหรัฐอเมริกา

เอ็ด รอยซ์ ส.ส.รีพับลิกัน จากรัฐแคลิฟอร์เนีย เชื่อว่ารัสเซียต้องการตัววิคเตอร์ บูท กลับไปเป็นอย่างมาก เพราะความเชื่อมโยงระหว่างอดีตนายทหารอากาศผู้นี้กับหน่วยข่าวกรองรัสเซีย

นัก วิเคราะห์อีกบางคนไปไกลถึงขนาดว่า วิคเตอร์ บูท คือ "ตัวแทนจำหน่าย" อย่างไม่เป็นทางการและผิดกฎหมายของบรรดารัฐบาลนานาประเทศรวมทั้งรัสเซีย ที่ต้องการ "ระบาย" อาวุธเหลือใช้ที่มีอยู่มากมายมหาศาลของตนเองออกไปโดย "เร็วที่สุด" และ "เงียบที่สุด"

รัฐบาลรัสเซียไม่เพียงไม่ต้องการให้ พลเรือนของตนเองถูกดำเนินคดีในศาลอเมริกันเท่านั้น แต่ยังไม่ต้องการให้ความลับทางด้านความมั่นคงของตนเองรั่วไหลออกจากปากวิ คเตอร์ บูท อีกด้วย

ภายใต้สมมติฐานนี้ ทางการอเมริกันรวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงการต่างประเทศ ถึงยอมรับก่อนหน้าวันพิพากษาว่า โอกาสที่วิคเตอร์ บูท จะหลุดรอดจากคดีล่อซื้อครั้งนี้มีสูงอย่างยิ่ง สูงถึงขนาดเจ้าหน้าที่อเมริกันจำเป็นต้องมี "แผนสำรอง" ด้วยการยื่นฟ้องร้องคดีที่ 2 ต่อวิคเตอร์ บูท เป็นการป้องกันไม่ให้พ่อค้าความตายรายนี้หลุดจากเงื้อมมือกฎหมาย นั่นเป็นการกระทำที่มีขึ้นทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้มีการล็อบบี้อย่างเปิดเผยผ่านทางสถานทูตและการโทรศัพท์โดยตรง ระหว่างสำนักงานต่อสำนักงานที่เกี่ยวเนื่อง

แถมยังมีการล็อบบี้อีกหลายประเทศให้ร่วมมือกันกดดันไทยในเรื่องนี้

โอกาส หลุดรอดของวิคเตอร์ บูท จึงดูแล้วมีสูงอย่างยิ่ง สูงถึงขนาดที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกายอมรับ ว่า "เซอร์ไพรส์" กับคำพิพากษาครั้งนี้ และสรุปบทเรียนให้กับคนข่าวฟังหลังจากนั้นว่า บทเรียนจากกรณีนี้ก็คือ

"ทางที่ดีที่สุด เมื่อต้องดำเนินการเรื่องส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกับฝ่ายไทย ก็คือ ตรงไปตรงมาทำตามกฎระเบียบให้ถึงที่สุด-เท่านั้นเอง"!!

Robert Amsterdam Thailand: รัฐบาลทหารไทยเป็นตัวอย่างไม่ดีให้กับรัฐบาลทหารพม่า

ิby Generalhero on 2010-08-27 - 03.26 pm
Ref: รัฐบาลทหารไทยเป็นตัวอย่างไม่ดีให้กับรัฐบาลทหารพม่า
โดย โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม จาก Huffington Post



หลายคนสงสัยอยู่ไม่น้อยว่าเหตุใดรัฐบาลทหารพม่าซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของความโหดเหี้ยมถึงได้ออกมาประกาศให้มีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ เหตุใดรัฐบาลทหารพม่าต้องกระทำเช่นนั้น? ทั้งนี้เพราะไม่มีใครเชื่อในละครฉากนี้อีกต่อไป โดยอย่างน้อยที่สุดก็คงจะเป็นกลุ่มคนผู้ให้การสนับสนุนนักโทษทางการเมืองอย่างนาง อองซานซูจี ซึ่งนางอองซูจีถูกสั่งกักบริเวณไม่กี่วันหลังจากมีลงมติให้มีเลือกตั้ง แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทหารพม่าไม่ได้มีความจริงใจต่อการการเลือกตั้งแต่อย่างใด นักหนังสือพิมพ์อย่าง นายโจนาธาน เมนโทปร์ กล่าวว่า “ รัฐบาลทหารพม่าสร้างเรื่องนี้ขึ้นมาขึ้นมาเพื่อเอาใจคนที่ไม่รู้ประสีประสา โดยหลีดเลี่ยงที่จะไม่ทำให้อำนาจของตนเองสั่นคลอน”

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงความอดทนที่รัฐบาลสหรัฐของนายโอบามามีต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยรัฐบาลไทยที่มีกองทัพหนุนหลังแล้วจะพบว่าเราไม่สามารถกล่าวโทษเหล่านายพลทหารพม่าที่คิดว่านีคือกฎเกณฑ์ใหม่ของรัฐบาลสหรัฐ กลุ่ม“คนที่ไม่ประสีประสา” เหล่านี้ได้ถลำเชื่อในเกมการเมืองเหล่านี้มากขึ้น

เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา ประเทศไทยคือประเทศประชาธิปไตยประเทศเดียวในภูมิภาค มีความโดดเด่นกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคในเรื่องของสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเรือน เสรีภาพในการนับถือศาสนา และเคารพในสิทธิของชนกลุ่มน้อย ในหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคได้พัฒนาการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ เสรีภาพทางการเมือง และการยึดมั่นในระบบนิติรัฐขึ้นอย่างช้าๆ ประเทศไทยกลับเป็นประเทศที่ถอยหลังลงคลอง

ประเทศสัมพันธมิตรที่ยาวนานเป็นที่พึ่งพาของประเทศภูมิภาคนี้อย่างสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีบารัก โอบาม่า และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนางฮิลลารี คลินตัน ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่คุกคามสันติภาพของภูมิภาคและมีการุกคามสิทธิมนุษยชนในประเทศอย่างต่อเนื่อง หากมองในหลายแง่มุมแล้วประเทศไทยมีความคล้ายกับประเทศพม่ามากกว่าประเทศที่กำลังก้าวไปสู่ประชาธิปไตยอย่างอินโดนีเชีย

ตั้งแต่นายยกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคผู้นำรัฐบาล ได้ขึ้นสู่อำนาจหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ผลการเลือกตั้งปีที่แล้วเป็นโมฆะ โดยมีกลุ่มนายทหารคนสำคัญของประเทศ คณะองคมนตรี และกลุ่มอำมาตย์หัวเก่า ให้การสนับสนุน ได้มีการดำเนินนโยบายทำลายสิทธิขั้นพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตยของคนยากคนจนอันเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศทุกรูปแบบ

มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือเป็นจำนวนมากที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่อำมหิตของรัฐบาลไทยที่ถูกมองข้ามโดยรัฐบาลสหรัฐ ในปลายปี 2551 ซึ่งไม่นานหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ขึ้นสู่อำนาจ สื่อต่างชาติได้นำเสนอเรื่องราวการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันน่ารังเกียจของเจ้าหน้ารัฐไทยที่กระทำต่อกลุ่มผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวโรหิงญ่า หลายวันหลังจากที่กลุ่มคนเหล่าได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสม

กองทัพไทยได้ผลักเรือของกลุ่มผู้ลี้ภัยเหล่าออกไปยังน่านน้ำสากล และปล่อยให้คนเหล่านั้นเสียชีวิตจากการขาดน้ำและอาหารบนเรือที่ไม่มีเครื่องยนต์และเครื่องมือนำทิศทาง มีการประมาณตัวเลขของผู้เสียชีวิตที่เกิดจากการกระทำของกองทัพไทยอย่างคร่าวๆว่ามีประมาณ 500ราย แต่กระนั้นนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เลือกที่จะเพิกเฉยต่อข้อกล่าวที่มีการจัดทำขึ้นเป็นเอกสารอย่างรวดเร็ว แทนที่จะจัดให้มีการสอบสวนเรื่องดังกล่าว

หากกว่าถึงเสรีภาพในการแสดงออก จะพบว่าประเทศไทยมีความคล้ายคลึงกับประเทศพม่ามากขึ้นทุกวัน รัฐบาลพยายามปิดกั้นข่าวสารจากแหล่งข่าวทางเลือก ซึ่งรวมถึงสถานีโทรทัศน์ของฝ่ายตรงข้าม วิทยุชุมชนหลายแห่ง และเวปไซค์ประมาณ 50000เวปไซค์ถูกสั่งปิดหรือบล็อกโดยเจ้าหน้าที่ไทย นอกจากนี้ยังมีการคุกคามสิทธิด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่เคร่งครัดอย่างกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

จากสถิติของการดำเนินคดีอาชญาที่เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นแล้วพบว่ามีผู้ถูกฟ้องร้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 164 คดี ซึ่งรวมถึงคดีของนักกิจกรรมอย่างนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล(ดา ตอปิโด) ที่ถูกตัดสินให้จำคุกในความผิดข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทั้ง 3 กระทงเป็นเวลา 18ปี จากคำกล่าวปราศรัยของดาในเดือนกรกฎาคมปี 2551

กลุ่มเอ็นจีโอได้เริ่มสังเกตเห็นการคุกคามเสรีภาพการแสดงออกจากรายงานของคณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว ไปจนถึงรายงานข่าวของนักข่าวข่าวไร้พรมแดน จากสถิติการดำเนินนคดีนี้และการคุกคามฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ในเดือนมกราคมปี 2553 Human Rights Watch ได้กล่าวว่าสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ตกต่ำลงไปอย่างมาก ทั้งนี้การไล่ล่านักการเมืองฝ่ายตรงข้ามยังมีความรุนแรงมากขึ้น นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้ให้สัญญาเมื่อไม่นานมานี้ว่าการไล่ล่าจะยังคงมีอย่างต่อเนื่องเพราะที่ผ่านมา “รัฐบาลให้เสรีภาพแก่ประชาชนมากเกินไป”

สิ่งที่แย่กว่าสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นคือคือนโยบายการใช้ความรุนแรง ระบบศาลเตี้ย และมีการคุมขังฝ่ายตรงข้ามโดยเฉพาะใน “กลุ่มคนเสื้อแดง” หรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ในรัฐบาลอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งองค์กรดังกล่าวเป็นองค์กรที่เกิดชึ้นภายหลังจากการทำรัฐประหารในปี 2549 นโยบายเหล่านี้ของรัฐบาลเป็นสาเหตุทำให้ผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธถูกสังหารเกือบร้อยราย และอีกประมาณสองพันคนได้รับบาดเจ็บ

การคุกคามเกิดขึ้นครั้งแรกในเดือนเมษายนปี 2552 เมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ใช้กำลังเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงในกรุงเทพมหานคร แต่ในวันที่ 14 มีนาคม 2553 กลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นได้เดินทางเข้ามาชุมนุมในกรุเทพมหานคร จากนั้นรัฐบาลได้สั่งให้สลายการชุมนุมในวันที่ 10 เมษายน ซึ่งเป็นผลทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 27ราย แต่ทั้งนี้กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงได้ถูกใช้กำลังสลายลงอย่างราบคราบเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม หลังจากทหารได้ใช้กระสุนจริงนับพันลูกยิงใส่ผู้ชุมนุมที่ไร้อาวุธ ผู้บริสุทธิ์ที่ยืนดูเหตุการณ์ อาสาพยาบาล และนักข่าว เป็นเวลากว่าหนึ่งอาทิตย์

แม้จะมีการกล่าวหาคนเสื้อแดงว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติการสลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม และเจ้าหน้ารัฐยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นทั้ง 55 รายที่ถูกยิงสังหารนั้นมีอาวุธ รายงานข่าวไร้พรมแดนกล่าวว่าการกระทำของรัฐบาลไทยคือการออก “ใบสั่งฆ่า” ผู้ชุมนุมให้กับทหาร ซึ่งกองกำลังเหล่านี้เหล่านี้นำไปใช้ใช้เพื่อเป็นการ “เพิกเฉยต่อกฎหมายระหว่างประเทศและระบบกฎหมายไทยที่ปกป้องพลเรือน”

กองทัพได้เข้ามามีอำนาจในปกครองประเทศอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากรัฐประหารในปี 2549ในครั้งก่อนที่กองทัพปกครองประเทศโดยใช้กฎหมายบังหน้า หากกล่าวอย่างตรงไปตรงมาแล้วก็คือ ครั้งนี้กองทัพบิดเบือนใช้ระบบกฎหมายคุกคามเพื่อเอื้ออำนาจอย่างล้นเหลือแก่รัฐบาลทหาร โดยรัฐบาลทหารไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำใดๆทั้งสิ้น

การที่รัฐบาลปัจจุบันใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินในทางที่ผิดทำให้ระบบนิติรัฐถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงซึ่งไม่ต่างอะไรจากการทำรัฐประหาร อย่างไรก็ตามแม้ว่ารัฐบาลพยายามเสแสร้งว่าได้ปฏิบัติกฎหมาย เราต้องไม่ลืมว่า การประกาศและยืดเวลาการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้นบ่งบอกว่านี้คือการทำรัฐประหารเงียบของรัฐบาลอภิสิทธิ์และนายทหารที่ให้การสนับสนุนรัฐบาล

ต้นปีนี้ องค์กรระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียงอย่าง Freedom House ได้รายงานว่าประเทศไทยไม่สามารถถูกจัดไว้ในกลุ่มประเทศที่มี“การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย” (ซึ่งต่ำกว่าประเทศ “เสรีประชาธิปไตย”) เพราะมีการแทรกแซงกระบวนการทางการเมืองโดยกลุ่มทหารและการขึ้นสู่อำนาจของนายอภิสิทธิ์ที่ปราศจากความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง Freedom House ได้จัดให้ประเทศไทยอยู่ในประเภทที่ “มีเสรีภาพเพียงบางส่วน” โดยให้คะแนนประเทศไทยในเรื่องเสรีภาพทางการเมืองและพลเรือนเท่ากับประเทศเวเนซูเอล่า (ซึ่งแย่กว่าประเทศที่มีปัญหาในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างบังคลาเทศ เนปาล พิลิปปินส์ ปากีสถาณี และศรีลังกา)

การจัดอันดับของ Freedom House ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงความตกต่ำของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย (ในปี 2548 ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศ “เสรีนิยม”) ทั้งนี้คะแนนของ Freedom House ในปี 2553 ไม่ได้รวมถึงการประเมินการใช้อำนาจรัฐในประเทศไทย ใน 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งหากนำมารวมกันอาจจะกล่าวได้ว่าประเทศไทยน่าจะได้คะแนนใกล้เคียงกับรัสเซียหรืออิหร่านมากกว่า

เป็นเรื่องตลกที่น่าเศร้าว่า ในขณะที่รัฐบาลทหารพม่าได้ประกาศให้มีการเลือกตั้ง (ถึงแม้จะเป็นการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใสก็ตาม) แต่รัฐบาลทหารไทยกลับเลือกที่จะสังหารประชาชนเกือบร้อยและละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศมากกว่าที่จะจัดการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคที่เกิดขึ้นจากการกระทำของกลุ่มพันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์ได้ส่งสัญญาณเตือนประเทศคู่ค้าของประเทศไทยว่า รัฐบาลไทยได้พยายามอย่างหนักที่จะทำลายความพยายามของประชาคมโลกที่จะนำประชาธิปไตยกลับคืนสู่ภูมิภาคอีกครั้ง

ทุกวันนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐนายบารัก โอบาม่า และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนางฮิลลารี คลินตันยังคงเพิกเฉยที่จะกล่าวถึงเหตุการณ์การทำลายระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย นอกจากนี้สภาคองเกสได้ลงมติรับแผนการการแก้ปัญหาพื้นๆอย่างแผนการ “ปรองดองสมานฉันท์” อันจอมปลอม และยังล้มเหลวที่จะหยุดประเทศไทยให้ก้าวไปสู่ประเทศที่เต็มไปด้วยการทุจริตฉ้อฉล

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลสหรัฐจะกำหนดทีท่าใหม่และใช้อิทธิพลโน้มน้าวให้รัฐบาลไทยยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ยุติการระบบการคุกคามฝ่ายตรงข้าม และจัดให้มีการเลือกตั้งในที่สุด ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงให้นั้นมีความสำคัญต่อสหรัฐอเมริกาอย่างไร

การปล่อยให้รัฐบาลไทยรอดจากการถูกลงโทษในกรณีของการสังหารประชาชนนั้นเป็นภัยต่อความสงบและเสถียรภาพในภูมิภาค ที่มากกว่านั้นคือการกดดันเพียงเล็กน้อยอาจของรัฐบาลสหรัฐจะเป็นการนำไปสู่การกระตุ้นความเชื่อในระบอบประชาธิปไตยในประเทศซึ่งระบอบประชาธิปไตยนั้นตกอยู่ภายใต้รัฐที่เสื่อมโทรม

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 26, 2553

บลูไดม่อนด์ ที่สูญหายไป ..ใครไม่เคยเห็นของจริง ..ทางซาอุฯ เอามาฝากเสื้อแดง

by Generalhero on 2010-08-27 - 00.56 pm
Ref: คดีขโมยเครื่องเพชรราชวงศ์ไฟซาลแห่งซาอุดิอาระเบีย พ.ศ. 2532


ภาพเพชร บลูไดม่อนด์ ที่สูญหายไป ..ใครไม่เคยเห็นของจริง ..ทางซาอุฯ เอามาฝากเสื้อแดง(จากอัลบั้ม รูปภาพบนกระดาน โดยชมรมคนคิดถึง ทักษิณ)

คดีขโมยเครื่องเพชรราชวงศ์ไฟซาลแห่งซาอุดิอาระเบีย พ.ศ. 2532
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
คดีขโมยเครื่องเพชรราชวงศ์ไฟซาลแห่งซาอุดิอาระเบีย เมื่อปี พ.ศ. 2532 หรือที่รู้จักกันว่า คดีเพชรซาอุ เป็นคดีการขโมยเครื่องเพชรของราชวงศ์ซาอุดิอาระเบีย โดยลูกจ้างชาวไทย ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดิอาระเบียและไทยเสื่อมลงเป็นเวลานานถึง 20 ปี

จาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

การขโมยเครื่องเพชร
คดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากการที่นายเกรียงไกร เตชะโม่ง ซึ่งได้เดินทางไปทำงานยังซาอุดิอาระเบีย และถูกทาบทามให้เข้าไปทำงานในพระราชวังของกษัตริย์ซาอุดิอาระเบียในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2532 นายเกรียงไกรได้ขโมยเครื่องเพชรของเจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด (Prince Faisal Bin Fahd Bin Abdul Aziz) แห่งราชวงศ์ไฟซาลของซาอุดิอาระเบียมาได้ถึง 2 ครั้ง โดยที่ด่านศุลกากรของทั้งสองประเทศไม่สามารถตรวจสอบได้ โดยเครื่องเพชรดังกล่าวถูกนำมายังจังหวัดลำปาง[1] หลังจากนั้นไม่นานรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย จึงประสานมายังรัฐบาลไทย ขอให้ติดตามเครื่องเพชรประจำราชวงศ์ส่งคืน

การสืบสวน การจับกุมผู้ต้องหา
อธิบดีกรมตำรวจ พลตำรวจเอกประทิน สันติประภพ มอบหมายให้ผู้รับผิดชอบพื้นที่ในเขตภาคเหนือ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ ออกติดตามเครื่องเพชรคืนให้แก่รัฐบาลซาอุดิอาระเบีย หลังจากนั้นเมื่อนายเกรียงไกร ถูกชุดสืบสวนของ พล.ต.ท.ชลอ จับกุมและนำตัวมาสอบสวนจนยอมรับสารภาพ และให้การถึงบุคคลที่รับซื้อเครื่องเพชรไป เนื่องจากเกรงว่าจะถูกจับส่งไปดำเนินคดีที่ซาอุฯ ซึ่งมีโทษเพียงสถานเดียว คือ "แขวนคอ" ทำให้ศาลพิพากษาตัดสินจำคุกนายเกรียงไกร เตชะโม่งในข้อหาลักทรัพย์ 7 ปี จำเลยรับสารภาพลดโทษเหลือ 3 ปี 6 เดือน

ในช่วงเวลานี้ยังมีนักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบียคนหนึ่งซึ่งมีความใกล้ชิดกับราชวงศ์ได้เดินทางมายังกรุงเทพมหานครเพื่อสืบสวนหาเครื่องเพชรดังกล่าว แต่บุคคลนั้นถูกลักพาตัวและถูกฆ่า อีกสามเดือนต่อมา เจ้าหน้าที่สามคนจากสถานทูตซาอุดิอาระเบียถูกยิงเสียชีวิต และมือสังหารก็ยังคงลอยนวลมาจนถึงปัจจุบัน[2]

การจับกุมนายเกรียงไกร ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-ซาอุดิอาระเบีย เริ่มดีขึ้น โดย พล.ต.ท.ชลอ ได้รับการยกย่องจากประเทศซาอุดิอาระเบีย ให้เป็นแขกพิเศษ และถูกยกให้เป็น "ชี้ค" อีกด้วย หลังจากนั้น ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้เดินทางไปเยือนซาอุดิอาระเบียอย่างเป็นทางการ แต่กลับถูกทางการซาอุดิอาระเบีย ตอบกลับว่า "คุณเอาเพชรปลอมมาคืน แถมชุดที่เหลือยังหายไปอีกมาก แบบนี้แล้วเราจะสานความสัมพันธ์กันได้อย่างไร" ส่งผลให้ฝ่ายไทยต้องตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมา ตามหาเครื่องเพชรอีกครั้ง

การตามหาเครื่องเพชรของจริง
การย้อนรอยตามหาเพชรฯ โดยคณะทำงานของ พล.ต.ท.ชลอ เริ่มต้นที่กลุ่มญาติของ พล.ต.อ.แสวง แต่ภายหลังเมื่อมีการตรวจสอบไม่พบว่ามีมูลความจริงแต่อย่างใด นอกจากนี้ นักการเมือง ตลอดจนคุณหญิง คุณนาย และ "คนมีสี" หลายคนก็ถูกกล่าวหาว่ามีการจัด "ปาร์ตี้เพชรซาอุฯ" ในสโมสรแห่งหนึ่ง ระหว่างนั้น นายโมฮัมหมัด ซาอิค โคจา อุปทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย ได้ว่าจ้าง "ชุดสืบสวนพิเศษ" เพื่อแกะรอยอย่างลับ ๆ ตามหาเครื่องเพชรราชวงศ์แห่งซาอุดิอาระเบีย

สำหรับเครื่องเพชรชุดที่ทางการซาอุดิอาระเบียต้องการมากที่สุด คือ เพชรสีน้ำเงิน หรือ "บลูไดมอนด์" เนื่องจากเป็น "เพชรอาถรรพณ์" แม้กระทั่งช่างที่เจียระไนก็ต้องมีอันเป็นไปสาบสูญไปจากโลก จึงเป็นเพียงเพชรชุดเดียวที่มีอยู่ในโลก และไม่ว่าจะตกไปอยู่ในมือใคร กษัตริย์ซาอุดิอาระเบียก็จะทรงจำได้เสมอ เพราะมีการทำตำหนิไว้ด้วยแสงอินฟราเรดอยู่ภายในใจกลางของเม็ด แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครหาพบ ซึ่งนายเกรียงไกรสารภาพกับนายโคจาว่า ได้โจรกรรมมาจริง แต่จำไม่ได้แน่ชัดว่าอยู่ในมือใครระหว่างพ่อค้าเพชรกับชุดจับกุม

กรณีตระกูลศรีธนะขัณฑ์
ดูบทความหลักที่ คดีระหว่างพนักงานอัยการ กับชลอ เกิดเทศ และพวก
พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ กลับมาทำคดีนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ได้ทุกวิถีทางในการนำเพชรที่เหลือกลับคืนมาให้ได้ จากคำให้การของนายเกรียงไกร ที่บอกว่า ได้โจรกรรมเครื่องเพชรของเจ้าชายไฟซาล แล้วนำเข้ามาขายในประเทศไทย โดยขายให้ นายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ เสี่ยเจ้าของร้านเพชร ซึ่งภายหลังถูกตำรวจในทีม พล.ต.ท.ชลอ ข่มขู่คุกคาม แต่นายสันติก็ไม่ยอมคืนเพชรให้

ในที่สุด พล.ต.ท.ชลอ ก็ตัดสินใจให้คณะทำงานตั้งด่านตรวจ หน้าซอยบ้านนายสันติ ระหว่างที่ภรรยาของนายสันติคือ นางดาราวดี กำลังจะไปส่งลูกชาย ด.ช.เสรี ศรีธนะขัณฑ์ ที่โรงเรียน ทีมของพล.ต.ท.ชลอ ก็ได้จับทั้งคู่ไปกักขัง เพื่อบังคับให้นายสันตินำเพชรส่วนที่เหลือมาคืน ซึ่งนายสันติก็ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ ว่าลูกและเมียถูกอุ้ม แต่ขังไว้นานเป็นเดือน ย้ายที่กบดานไปหลายแห่งก็ยังไม่ได้เพชรคืน ซ้ำตำรวจคนหนึ่งยังได้ข่มขืนภรรยาของนายสันติ ทีมตำรวจชุดนี้จึงฆ่าปิดปากสองแม่ลูก แล้วอำพรางคดีให้เป็นเหมือนกับเกิดอุบัติเหตุรถชน พล.ต.ท. ชลอถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานออกคำสั่งฆ่าสองแม่ลูกในปี พ.ศ. 2538[3]

ต่อมา ทีมสอบสวนชุดใหม่กลับสืบพบว่าเป็นการอุ้มฆ่า จึงได้ทำการจับกุมตัว พล.ต.ท.ชลอ และลูกน้องทั้ง 9 คน มาดำเนินการทางกฎหมาย ในที่สุดศาลอุทธรณ์ก็ได้พิพากษาให้ประหารชีวิต พล.ต.ท.ชลอ และศาลฏีกาก็ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ยืนตามศาลอุทธรณ์ให้ประหารชีวิต ทำให้คดีขโมยเครื่องเพชรราชวงศ์ไฟซาลแห่งซาอุดิอาระเบียถูกปิดลงอย่างเด็ดขาดในทางกฎหมาย[4]
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ซาอุดิอาระเบียยกเลิกการทำวีซ่าทำงานให้กับคนไทย และประกาศเตือนคนในประเทศไม่ให้เดินทางมายังกรุงเทพมหานคร ทำให้จำนวนคนงานไทยในซาอุดิอาระเบียลดลงจาก 150,000 คน ในปี พ.ศ. 2532 เหลือเพียง 10,000 คน ในปี พ.ศ. 2549

อ้างอิง
1. ^ Thai Foreign Minister to reopen Saudi gems scandal case
2. ^ Thai cop convicted of Saudi gem theft
3. ^ The Economist: A law unto themselves
4. ^ ศาลฏีกาพิพากษาประหารชีวิต 'ชลอ เกิดเทศ
http://th.wikipedia.org/wiki/คดีขโมยเครื่องเพชรราชวงศ์ไฟซาลแห่งซาอุดิอาระเบีย_พ.ศ._2532

พฤติกรรม “จนตรอก” ของรัฐบาลไทย

by Herogeneral on 2010-08-27 - 00.25 pm
Ref: พฤติกรรม “จนตรอก” ของรัฐบาลไทย
Robert Amsterdam Thailand



ตำนานเรื่อง “พ่อค้าความตาย” วิกเตอร์ บูท กำลังหักมุมอย่างน่าทึ่ง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ศาลอุทธรณ์ในประเทศไทยได้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยพิพากษาให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนชาวรัสเซียไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา เห็นชัดว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ถูกรัฐบาลสหรัฐกดดันอย่างหนัก การส่งตัวบูทเป็นการกระทำที่จนตรอกของรับบาลเหตุผลเพื่อหลีกเลี่ยงคำประณามจากนานาชาติต่อการกระทำของตน รัฐบาลสหรัฐรุกรัฐบาลไทยอย่างอย่างหนัก

โดยมีการเรียกตัวเอกอัครราชทูตไทยเข้าพบ ณ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เพื่อแสดงเจตจำนงให้รัฐบาลไทยส่งตัวบูทไปยังสหรัฐ ขณะเดียวกันผู้แทนสภาคองเกรสได้เขียนจดหมายตั้งคำถามถึงสถานภาพประเทศไทยที่ “เป็นผู้ไม่ฝักใฝ่กลุ่มองค์การนาโต้”

ท่ามกลางปริศนาว่ามีการ “ปรับ” ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสหรัฐและรัสเซีย บูทมีสายสัมพันธ์กับกลุ่มตระกูลที่เหี้ยมอำมหิต ซึ่งกลุ่มตระกูลดังกล่าวคงบคุมพื้นที่ทางการเมืองของรัฐบาลรัสเซีย หลายคนเชื่อว่าบูทมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อตกลงที่รองนายกรัฐมนตรีรัสเซียนายไอกอร์ เซชิน และประธานาธิบดีเวเนซูเอล่านายฮูโก้ ซาเวช ได้กำหนดขึ้นเพื่อสนับสนุนกบฏเอฟเออาร์ซีในประเทศโคลัมเบีย โดยข้อตกลงค้าอาวุธสงครามและพลังงานที่มีขึ้นอย่างต่อเนื่องใน 2-3 ปีที่ผ่านมาได้สร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับทั้งสองประเทศ โดยประธานาธิบดีซาเวชสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลรัสเซียในการแทรกแซงตลาดพลังงาน และรัฐบาลรัสเซียสนับสนุนนโยบายของประธานาธิบดีซาเวชซึ่งสร้างความไร้เสถียรภาพให้กับประเทศเพื่อนบ้านในละตินอเมริกา

ขณะที่เครื่องบินสหรัฐจอดรอ ณ สนามบินนานาชาติดอนเมือง เพื่อรับตัวนายวิกเตอร์ บูทไปยังสหรัฐ ข้อกล่าวหาเรื่องข้อตกลงที่รัฐบาลอภิสิทธิ์พยายามจะตกลงกับบูทก่อนที่จะมีคำพิพากษาให้ส่งตัวบูทไปยังสหรัฐได้ถูกเปิดโปง โดยวันที่ 24 สิงหาคม นายนิติภูมิ นวรัตน์ คอลัมนิสต์ไทยรัฐซึ่งหลายคนรู้จักดี โดยนายนิติภูมิสามารถพูดภาษารัสเซียและเคยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสภาร่างนิติบัญญัติหลังจากการทำรัฐประหารในปี 2549 เปิดเผยว่าตัวแทนรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้เข้าเยี่ยมบูทในเรือนจำ

โดยมีการเสนอให้บูทให้ร้ายอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าอาวุธสงครามที่ผิดกฎหมาย เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่บูทจะไม่ถูกส่งตัวไปยังสหรัฐ และไม่นานหลังจากนั้นนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส. พรรคเพื่อไทย ได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมาอภิปรายในรัฐสภา โดยกล่าวหาว่านายศิริโชค โสภา ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ได้ช่วยเหลือนายอภิสิทธิ์ในการเสนอข้อตกลงดังกล่าว ขณะที่มีการปฏิเสธข้อตกยื่นหมูยื่นแมวนั้น นายศิริโชคยอมรับว่าเคยไปพบบูทที่เรือนจำจริง

หลังจากรัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมา อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรถูกสอบสวนดำเนินคดีอาญาหลายข้อหา อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเพิ่มอิทธิพลทางการเมืองในกระบวนการยุติธรรมหลังรัฐประหาร ศาลยุติธรรมพิพากษาให้ทักษิณมีความผิดไม่กี่ข้อหา ซึ่งน้อยมากหากเีทียบกับสิ่งที่นายทหารที่ทำรัฐประหารกล่าวหา และน้อยกล่าวสิ่งที่ฝ่ายตรงที่บ้าคลั่ง อย่างนายกษิต ภิรมย์ ตั้งข้อเปรียบว่าทักษิณเป็นฮิตเล่อร์หรือสตาลิน

จนถึงวันนี้ ทักษิณถูกตัดสินว่ากระทำความผิดเพียงหนึ่งข้อหา ซึ่งไม่ใช้ความผิดอันเกี่ยวกับการคอรัปชั่นอย่างที่หลายคนกล่าวหา แต่เป็นกรณีที่ทักษิณได้เซ็นยินยอมให้ภรรยาของตนไปประมูลซื้อที่ดินสาธารณะในกรุงเทพมหานคร ศาลพิพากษาให้ทักษิณมีความผิดฐานละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญในบทที่ว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

เดือนกุมภาพันธ์ 2553 ศาลฎีกาพิพากษายึดทรัพย์ของทักษิณมูลค่า 1.4 พันล้านดอลล่าสหรัฐ ตามความผิดข้อหา “คอรัปชั่นเชิงนโยบาย” แม้ว่าบริษัทบางบริษัทของทักษิณจะทำผลกำไรมหาศาลไม่ต่างก่อนที่ทักษิณจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม และเมื่อไม่นานมานี้กรมสอบสวนคดีพิเศษตัดสินไม่สั่งฟ้องทักษิณในคดีที่เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของทักษิณถูกยึด

การขาดหลักฐานที่น่าเชื่อถือเพื่อที่จะพิสูจน์ว่าทักษิณคือ “ปิศาจร้าย” ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องสร้างเรื่องป้ายสีทักษิณให้ใหญ่ขึ้น โดยเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับบูทแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยพยายามที่จะดำเนินคดีกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของตนแบบ “Dreyfus” (ใส่ร้ายป้ายสี ขบวนการล่าแม่มด) ในขณะที่การฆ่าหมู่ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมเผยให้เห็นว่ารัฐบาลไทยละเลยความรับผิดชอบที่จะปกป้องชีวิตพลเรือนของตน และระหว่างการตัดสินใจว่าจะลบหลู่ไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่

รัฐบาลไทยได้พยายามเสนอข้อตกลงอันเลวร้ายกับบูท แสดงให้เห็นการกระทำอันต่อทรยศประเทศสัมพันธมิตรอันใกล้ชิด เพื่อแลกกับการดำเนินนโยบายทางการเมืองอันน่าละอายที่เกี่ยวกับการป้ายสี คุกคาม และการดำเนินคดีฝ่ายตรงข้าม การกระทำเหล่านี้ไม่ใช่การกระทำของสัมพันธมิตรที่ดี และไม่ว่าเรื่องดังกล่าวจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็ตาม การกระทำเหล่านี้ถือเป็นการกระทำของกลุ่มคนที่จนตรอกและถูกประชาชนค่อนประเทศเกลียดชัง กลุ่มคนเหล่านี้พร้อมที่จะสละเกียรติยศและผลประโยชน์ของประเทศเพื่อแลกกับการรักษาอำนาจการเมืองที่เสื่อมถอย

ขณะที่ทั่วโลกกำลังมองดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น รัฐบาลไทยเดินหน้าสร้างความยุ่งยาก ฟอกอาชญากรรมของตน และขัดขวางกระบวนการบุติธรรมอย่างเป็นระบบ รัฐบาลยังคงแต่งเรื่องป้ายสีฝ่ายตรงข้าม และปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผลชันสูตรของศพทั้ง 91 ศพที่เสียชีวิตในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 ซึ่งรวมถึงการเสียชีวิตของช่างภาพชาวอิตาลีนายฟาบิโอที่รัฐบาลไทยพยายามปกปิดอย่างน่าละอาย และเหมือนทุกครั้ง รัฐบาลประณามฝ่ายตรงข้ามตนทันทีว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ปัดความรับผิดชอบ ล้าช้าในการเปิดเผยพยานหลักฐานที่อาจจะเปิดเผยสิ่งที่ตรงข้ามกับข้อกล่าวหา

ขณะที่รัฐบาลพยายามปิดบังความจริงที่เกิดขึ้นระหว่างการฆ่าหมู่ในกรุงเทพมหานครคือกระทำอาชญากรรมที่เห็นได้ชัด เรื่องอื้ฉาวของบูทเผยให้เห็นว่าถึงธาตุแท้ทางการเมืองแที่รัฐบาลใช้ข้อหา“ก่อการร้าย” กล่าวหาคนเสื้อแดงและทักษิณ เมื่อศีลธรรมของอภิสิทธิ์จมดิ่งลงสู่หุบเหวลึก แม้แต่ “พ่อค้าความตาย” ได้ค้นพบว่ากลลวงของรัฐบาลเป็นสิ่งที่ต่ำทราม หรืออาจจะเป็นเพียงกลลวงที่โง่เขลาเท่านั้น การที่บูทกำข้อมูลซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อรัฐบาล ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของบูท ในระหว่างที่อยู่ในการควบคุมของรัฐบาลไทย

ด้วยเหตุผลหลายประการ เราเชื่อว่าว่าบูทจะไม่ถูกส่งตัวไปยังสหรัฐในเร็วๆนี้ อย่างไรก็ตามเราได้แต่หวังว่านานาชาติจะใช้กดดันให้รัฐบาลไทยส่งตัวบูทไปยังสหรัฐและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติที่ถูกสังหารและได้รับบาดเจ็บระหว่างการสังหารหมู่เมื่อไม่นานมานี้โดยรัฐบาลอภิสิทธิ์

ถึงเวลาแล้วที่นานาชาติต้องแสดงท่าที ก่อนที่รัฐบาลไทยจะฟอกอาญากรรมของตนจนขาวสะอาด กำจัดผู้นำฝ่ายตรงข้ามที่เรียกร้องประชาธิปไตยสำเร็จ และกระทำการอันน่าอัปยศโดยทำลายพันธกรณีที่มีต่อพันธมิตรประเทศอันยาวนาน ประชาคมโลกต้องไม่นิ่งเฉยต่อการกระทำที่ผิดกฎหมายของรัฐบาลอันธพาล

IPSnews: Jails Fill Up with Political Prisoners - Critics

by Herogeneral on 2010-08-26 - 10.53 am

Ref: IPSnews
"THAILAND Jails Fill Up with Political Prisoners - Critics"
By Marwaan Macan-Markar

BANGKOK, Aug 23, 2010 (IPS) - The jails in Thailand are filling up with political prisoners, critics say, but how many political dissidents have been incarcerated since a military crackdown on an anti-government protest movement ended on May 19 remains shrouded in mystery.

One estimate by Thai human rights activists put it close to 470 political prisoners, but that is only from records documented in Bangkok’s sprawling jail north of the capital and central jails in five north-east provinces.

"We are aware of 333 people arrested for their political activity since May 19 and imprisoned in Bangkok," says Kwanravee Wangudom, coordinator of the People’s Information Centre (PIC), an ad-hoc group of activists and academics formed in mid-July to monitor the human rights status of those detained in the crackdown. "There are 136 protesters in five jails in the north-east."

In the rice-growing province of Udon Thani, where support for the anti- government protest movement runs deep, the central prison hold 55 protesters, 44 of who are men, reveals the PIC. Similarly, the prisons in Ubon Ratchathani hold 45 protesters with the United Front for Democracy against Dictatorship (UDD), and Mukdaharn hold 23, most of who are men.

All of them have been arrested under Thailand’s emergency decree, which was invoked in 23 provinces and in Bangkok as political tension rose in the wake of the anti-government street protests in the commercial heartland of the Thai capital in March. The decree, which gives authorities wide arresting powers, still remains in force in Bangkok and six provinces. What worries those like the PIC is that "the arresting has not stopped" for charges ranging from arson, carrying firearms and violating of traffic laws to violating the emergency law. "The government has still not declared the true numbers of those arrested for political activity in all the jails," Kwanravee told IPS. "Arrests are still continuing."

The official numbers of the arrested anti-government protesters is much lower. There are 241 suspected red shirts, as the protesters were called because of the UDD’s colour, who have been arrested, reveals Panitan Wattanayagorn, a government spokesman. "At least 372 suspects remain at large."

Investigations by the Department of Special Investigations (DSI) have already resulted in 145 cases on terrorism charges, 21 cases for "threatening the government" and close to 80 cases for "causing injury to the general public and officials," Panitan said in an interview. "They (DSI) are still working on the other cases."

At the same time, the government of Prime Minister Abhisit Vejjajiva has permitted the National Human Rights Commission (NHRC) to have its representatives visit prisons where the red shirts are jailed. Such visits have included prisons in over 10 provinces in the rural north-east and the north.

"Many of the protesters in provincial prisons were involved in demonstrations in front of the city halls in May where public buildings were burnt down," says Porpen Khongkachonkiet, a member of the NHRC subcommittee keeping track of the political prisoners. "Some were arrested on the day of the burning; some days later."

These acts of arson in the provinces mirrored similar torching in Bangkok that followed the military suppression in mid-May of the red shirt street protests. The red shirts, drawn largely from working class backgrounds in the provinces and cities, had occupied two iconic parts of the capital since mid- March to demand that the Abhisit government dissolve parliament and call an early election.

Two crackdowns in April and May resulted in 91 deaths, 84 of who were civilians, and 1,800 injured following the use of gunfire by the Thai military and a shadowy group called the Black Shirts who fired on advancing troops.

The streets of the Thai capital are calm once again, but the government’s seeming victory in restoring political peace and reconciliation has been dogged by reports of excesses committed by officials under the cover of the emergency law.

The Mirror Foundation, another local group of activists, had compiled a list of 88 red shirts who reportedly had ‘disappeared’ in the first few weeks after the crackdown. By its count, that number has since dropped to 27.

Many of the initial 88 red shirts on that list had been arrested and jailed without reports made to their families, revealing a legal loophole under the emergency law. Similarly, groups like the PIC point to other disturbing trends in the arrest of the political dissidents: "Police coerced people to confess, telling them that the punishment will be much more severe if they didn’t confess. Some said they were tortured to admit to the crimes."

"To be locked up in prison is very stressful," a 40-year-old male red shirt dissident jailed in a provincial prison has confessed to PIC. "We have to share our days with those convicted for drugs, smuggling and murder."

"This is against international standards of justice and law about the arresting process and the nature of detention," says Sunai Phasuk, the Thai researcher for Human Rights Watch, the New York-based global rights lobby. "There is only one standard in due process in law; you cannot have double standards."

"The government has not revealed how the emergency decree has been enforced and how it has infringed on basic rights," he told IPS. "This is the crux of the erosion of democracy and human rights in Thailand." (END)