วันศุกร์, มีนาคม 04, 2554

UNESCO Special Envoy for Preah Vihear meets Thai and Cambodian leaders

UNESCO Special Envoy Koïchiro Matsuura met with leaders from Thailand and Cambodia to discuss ways to safeguard the World Heritage site of Preah Vihear, during his visits to Bangkok and Phnom Penh between 27 February and 1 March. Mr Matsuura travelled to the two capitals at the request of UNESCO Director-General Irina Bokova, with whom he remained in close contact throughout the mission.
In Bangkok, Mr Matsuura met with Prime Minister Abhisit Vejjajiva, Foreign Affairs Minister Kasit Piromya, and National Resources and Environment Minister Siwit Khunkitti. The Special Envoy was also received by HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn, who is a UNESCO Goodwill Ambassador.

In the Cambodian capital, Phnom Penh, Mr Matsuura met with Prime Minister Hun Sen, and Deputy Prime Minister Sok An. He was also received by HM King Norodom Sihamoni.

During his discussions in both capitals, Mr Matsuura stressed the need to create the conditions necessary for the safeguarding of the 11th century Preah Vihear Temple. Mr Matsuura, a former UNESCO Director-General and Chair of the World Heritage Committee (1998-1999), expressed the hope for a lasting dialogue between the two countries with a view to establishing long-term sustainable conservation of the site.

The UNESCO Special Envoy did not travel to Preah Vihear during his mission.

Following the conclusion of Mr Matsuura’s mission, Irina Bokova expressed her satisfaction that the meetings had taken place and stated that UNESCO would do everything in its power to maintain the dialogue. She reiterated her statement made just before the Special Envoy’s mission that “the world’s cultural heritage should never be a cause for conflict.”

The 11th century temple of Preah Vihear was inscribed on the World Heritage List for its outstanding universal value, in keeping with the 1972 World Heritage Convention, which has been ratified by both Cambodia and Thailand.

In keeping with the Convention, States parties undertake to recognize that "such heritage constitutes a world heritage for whose protection it is the duty of the international community as a whole to co-operate.”

02.03.2011
Source: UNESCOPRESS

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 03, 2554

เจาะหัวใจทายาทแหกคอกไชยนันทน์ "ผมยอมออกจากตระกูล"

สัมภาษณ์พิเศษ วราทิต ไชยนันทน์ ทายาท เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ บิ๊กประชาธิปัตย์ ที่คิดต่างทางการเมืองกับบิดา จนนำมาสู่การลงสมัคร สส. ในพรรคเพื่อไทย
ที่มาบทความ: โพสต์ทูเดย์วิเคราะห์
บทความโดย: ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

พรรคเพื่อไทยสร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัว “วราทิต ไชยนันทน์” หรือ “ด๊อย” ทายาทคนโต “เทอดพงษ์ ไชยนันทน์” บิ๊กประชาธิปัตย์

เมื่อ ลูกคนโต “แตกหัก” ทางความคิดกับพ่อ จนต้องแยกทางกันเดิน มาอยู่คนละขั้วทางการเมือง ในพรรคเพื่อไทย โดยลงชนกับ ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม ส.ส.ตาก ประชาธิปัตย์

ตระกูลไชยนันทน์ก่อร่างร่วมสร้างประชาธิปัตย์ตั้งแต่ “เทียม ไชยนันทน์” รุ่นปู่ เรื่อยมาถึงรุ่นพ่อเทอดพงษ์ และรุ่นเขาที่น้องชาย “ธนิตพล ไชยนันท์” เป็น ส.ส.ตากมา 3 สมัยตั้งแต่ปี 2544

“ด๊อย” ยอมรับว่า พ่อเขาย่อมไม่พอใจแน่นอนกับการตัดสินใจเช่นนี้ ซึ่งก่อนหน้าเขาเคยคุยตรงๆ กับพ่อว่า ต้องการลงสมัคร ส.ส. โดยได้วางแผนมานานกว่า 3 ปี เขาเปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ถึงเหตุผล และอุดมการณ์ทางการเมือง

ตัดสินใจอย่างไรเรื่องนี้

คุณพ่อไม่ค่อยแฮปปี้อยู่แล้ว แต่มันต้องเลือกกันระหว่างอุดมการณ์กับชีวิตครอบครัว ความจริงครอบครัวไชยนันท์ คณปู่เราก็เป็นผู้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ มาสู่คุณพ่อ และน้องชายก็เข้าทำงานการเมือง ผมมีแนวคิดไม่ค่อยเหมือนที่บ้าน แต่ในด้านการเมืองผมเชื่อว่า อุดมการณ์จะมาซื้ออะไรกันไม่ได้ ผมมองว่าการที่เราเป็นตัวเลือกให้กับประชาชนที่หลากหลาย แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นส.ส.ในพื้นที่จ.ตาก แต่การที่มีหลายพรรคก็ทำให้ชาวบ้านได้รู้ว่า ประชาธิปไตยมันมีหลายความหมาย

วราทิต

ซึ่งการที่ผมมาลงพรรคนี้มีปัจจัยที่เข้ามาจูงใจหลายอย่าง เช่น ผมได้เข้าไปเสนอโปรเจคท์เรื่องการพัฒนาในพื้นที่เลือกตั้ง อ.แม่สอด อ.พบพระ อ.อุ้มผาง ที่ผมอาสาวางกลไกการพัฒนา แต่เสียดายที่ทรัพยากรในจังหวัดนั้นถูกละเลย ทำให้การพัฒนาอยู่กับที่ แต่คุณพ่อเป็นนักการเมืองตัวอย่างสำหรับผมนะ

อย่างไร

คุณพ่อเป็นนักการเมืองคนเดียวที่ผมรู้จัก แล้วแกทำงานการเมืองด้วยการสร้างกลไกในจังหวัด อย่างที่จ.ตาก ถ้ามีใครซื้อเสียงก็อย่าหวังว่าจะได้ นี่คือ จุดหนึ่งตั้งแต่คุณปู่ คุณพ่อ หรือ ธนิตพล ผมเชื่อว่า กลไกนี้มันใช้สำเร็จสำหรับคนที่ทำงานเข้าถึงชาวบ้าน แต่ผู้ที่ฉาบฉวยเพื่อลงเลือกตั้งรับเงินทอง ผมเชื่อว่าจะไม่สำเร็จ

ในเมื่ออุดมการณ์ของคุณพ่อดี ทำไมไม่สวมเสื้อประชาธิปัตย์ หรือ เพราะพื้นที่จ.ตาก ส.ส.ปชป.แน่นครบแล้ว

ผมทำงานรัฐสภาในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟฟิคและได้ไปสัมภาษณ์นักการเมืองหลายพรรค เราได้ออกพื้นที่ถ่ายทำเพื่อมาออกทีวีดาวเทียมรัฐสภา ผมเห็นความเป็นไปของแต่ละจังหวัด ไม่ว่า ท่านไชยา สะสมทรัพย์ ท่านอุทัย พิมพ์ใจชน ท่านเสนาะ เทียนทอง ผมเห็นว่า นโยบายของพลังประชาชนจนถึงเพื่อไทย ด้วยกลไกของพรรคเขาสามารถผลักดันสิ่งที่อยู่ใต้ดินให้ขึ้นมาบนดินได้ เหมือนที่ทำให้ภาคอีสานเจริญ

แต่ปชป.ก็มี เรื่องสวัสิการนิยม เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ดีหรือ

ตระกูลไชยนันท์อยู่ปชป.จริง แต่ตระกูลเราก็มีความเป็นประชาธิปไตย แต่ละท่านในตระกูลก็ไม่ได้มาบังคับ ว่า ผมต้องเดินตามประชาธิปัตย์ เขาแค่อิสระทางความคิด แต่เขาก็บอกว่า ก็รอปชป.ว่าง รอที่ตากว่าง แล้วถึงค่อยเข้ามา แต่ผมไม่ใช่คนประเภทนั้น คือ ผมเชื่อในการเดินของผมเอง เวลาผมจะทำอะไร ผมจะปรึกษากับคนที่เราเชื่อใจ อย่างคุณพ่อ ผมก็ปรึกษาเรื่องนี้นะครับ แต่ว่าท่านก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ว่า ไอ้นู้นไอ้นี่ก็ยังไม่ครบ จังหวะไม่ดี ไม่มีโอกาส ผมเลยว่า การที่เราอยากจะช่วยเหลือประชาชน มันต้องเดี๋ยวนี้ มันไม่ใช่ว่า ต้องรอเท่านั้นเท่านี้

เห็นคุณพ่อบอกว่า ไม่เคยพื้นที่จ.ตากเลย

ผมไปแม่สอดมาหลายครั้งมาก แต่ไม่ได้บอกคุณพ่อ และ น้องชายเพราะเห็นท่านกำลังวุ่นเรื่องงาน ผมลงพื้นที่พบชาวบ้านกลุ่มใหญ่เขาแนะนำว่า ถ้าคุณอยู่ปชป. งานที่จะออกมาก็จะเหมือน 40 ปีที่แล้ว คุณพ่อผมตอนนี้เป็นรองที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ท่านก็ทำงานในแนวทางของท่าน ธนิตพล ก็ทำงานในแนวทางของธนิตพล ซึ่งส่วนตัวผมก็อยากจะใช้แนวทางของตัวเองที่จะใช้กลไกพรรคการเมืองที่ผมเชื่อ เพราะผมมีเพื่อนในเพื่อไทยหลายคนเยอะมาก เขามีกลไกที่พร้อมจะผลักดันทำให้การพัฒนาไม่สะดุด

ตอนปรึกษาคุณพ่อบอกหรือไม่ว่า จะไปพรรคเพื่อไทย

ไม่ๆๆ... ผมไม่ได้บอกอย่างนั้น เพราะผมเชื่อว่า สิ่งหนึ่งของการเป็นนักการเมืองก็คือ คุณต้องรู้จัก..จะบอกว่า “ลับลวงพราง” ก็ได้

ปรึกษามากี่ปีแล้ว

เร็วๆ นี้ครับ แต่ผมวางแผนจะเข้าทำงานการเมืองมา 3 ปีแล้ว ตั้งแต่มีการปฏิวัติ ขณะนั้นผมยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต

วางแผนตั้งแต่ตอนเรียน

ผมเริ่มเรียนช้าเพราะไปอยู่ฝรั่งเศส ผมเรียน เทคคลอส 6 เดือน ไปอยู่ฝรั่งเศสประมาณ 10 ปี ผมก็มีพรรคพวกที่นู้นหลายคน ซึ่งตอนนี้กำลังติดต่อนายทุนที่ฝรั่งเศสที่เขาจะสนับสนุน โครงการของผมที่ผมเสนอในพรรคเพื่อไทย และ ผู้ใหญ่หลายท่านที่ผมนับถือ เขารับปากผมแล้วว่า โปรเจคท์ที่วราทิตเสนอ เขาทำได้ เพราะมันส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว และ เสริมด้านการเดินทาง

ช่วยเล่าประวัติการเรียนให้ฟังหน่อย


ผมเรียนจบนิเทศศิลป์ ผมจบศิลปะ อย่างธนิตพลก็เรียนศิลปะ คนเรียนศิลปะก็จะชอบจินตนาการ เราจะจินตนาการในเรื่องที่บางอย่างเป็นไปไม่ได้ แต่เราจะทำให้เป็นไปได้ และบางเรื่องที่มันเพ้อฝัน เราก็สามารถจะทำให้มันออกมาเป็นรูปธรรมต้องได้ ผมเรียนจบที่ราชภัฎสวนดุสิต ได้เกียรตินิยมอันดับสอง จากนั้นผมก็มุ่งมั่นจะเข้าทำงานในองค์กรที่ใกล้ชิดกับนักการเมืองทุกพรรค

เพื่ออะไร

เพื่อจะได้เรียนรู้การทำงานในระบบรัฐสภา เราอยากจะมาเรียนรู้ข้างล่างก่อนแล้วถึงค่อยขึ้นบน อย่างผม เป็นคนที่ไม่ชอบให้ใครมาสั่งผม โดยเฉพาะถ้าสิ่งที่เขาสั่งผม มันขัดแย้งกับอุดมการณ์ผม ผมก็จะไม่ทำ หลังจากเรียนจบ ผมเข้ามาสอบเป็นเจ้าหน้าที่รัฐสภา ทำงานในสถานีโทรทัศน์ส่งผ่านดาวเทียม โอกาสที่ได้เจอ ส.ส.ก็มีมาก

มันไม่ใช่ว่า การที่ผมมาพรรคนี้ มันต้องขัดแย้งกับตระกูลอันนี้มันเป็นอุดมการณ์ส่วนตัว ซึ่งผมมีมุมมองอย่างเดียว คือ ทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

ขออธิบายต่อว่า หลังจากผมเรียนจบปริญญาตรี ผมมาทำงานรัฐสภา ช่วงนั้นผมก็ไปเรียนต่อโท ที่ม.เกริก ด้านรัฐศาสตร์ สื่อสารการเมืองซึ่งมันก็อยู่ในแผนชีวิตของผมที่ผมวางไว้ว่า ต้องเข้ารัฐสภา ผมจะต้องมาเข้าเรียนปริญญาโท สาขารัฐศาสตร์ สื่อสารการเมืองเพราะผมเชื่อว่า นักการเมืองกับเรื่องสื่อมันมาด้วยกัน การทำการเมือง ถ้านักการเมืองใช้สื่อไม่เป็น ก็จะเป็นเหมือนรัฐมนตรีหลายๆ ท่านที่ทำงานแทบตายแต่ผลงานไม่ออก อย่างตอนนี้ผมมีพร้อมหมดแล้ว ผมสมบูรณ์และพร้อมสู้สนามเลือกตั้ง ผมพร้อมแล้ว และในหลายอย่างที่ว่า เรารับสตางค์รับอะไร เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า อุดมการณ์กับปัจจัย กับ เรื่องเงิน มันสามารถจะเดินไปด้วยกันได้ไหม

แสดงว่า คิดวางแผนเล่นการเมืองมานานมาก แต่ไม่มีโอกาสรับใช้

นานมาก... ผมเป็นคนคิดแปลก ผมชอบอยากทำอะไรบางอย่างให้มันต่าง ผมอยากทดสอบนโยบายของพรรคเพื่อไทยว่า ที่ทำที่อีสานสำเร็จมาแล้ว จะมาทำให้ภาคเหนือสำเร็จด้วยหรือไม่ ผมสนใจนโยบายทำบัตรเครดิตให้ชาวนา ผู้ใหญ่ในพรรคก็คิดนโยบายมา ใช้นักวิชาการมาวิเคราะห์เรื่องนี้ ผมว่า เรื่องนี้ไม่มีทางเสีย

กรณีที่คุณพ่อสัมภาษณ์ว่า มีแรงจูงใจที่ทำให้คุณไปคือ คำพูดที่ของคุณที่เคยบอกว่า เห็นทำการเมืองมานานแล้วยังจนอยู่ เหมือนกับว่าไปเพราะมีแรงดูด เรื่องเงิน

(หัวเราะ) ไม่ใช่ ครับ... เรื่องเงินไปถามผู้ใหญ่พรรคคนไหนก็ได้ ผมไม่เคยไปพูดเรื่องงบประมาณเลย ผมแค่บอกว่า โครงการอย่างนี้ พวกท่านทำให้ผมได้ไหม เขาก็รับปากเราว่า ทำได้ และผมก็ยื่นเงื่อนไขว่า ถ้าทำไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้น แล้วผมก็ยื่นเงื่อนไขบางส่วนไว้โดยย้ำว่า โปรเจคท์นี้ต้องสำเร็จ เพราะมันเป็นทางเดินที่ผมเลือกแล้ว ผมยอมที่จะออกมาจากตระกูล ซึ่งตรงนี้ผมเชื่อว่า ระยะเวลาจะพิสูจน์กับคนในตระกูลผมว่า คนอย่างวราทิต ไชยนันทน์ มีการคิด กระบวนการทำงาน หรือ มี ความซื่อสัตย์ อะไร ที่ต่างจากตระกูลไหม ผมจะไม่ยอมเป็นลูกไม้ที่หล่นใกล้ต้น ผมแค่ยอมเป็นลูกไม้ที่อาจจะหล่นไกลต้น แต่ว่า ทำให้ป่าแถวนั้นชุ่มชื้นขึ้น คือ เราต้องการแค่ตรงนั้น

คุณพ่อไม่ไว้ใจเราหรือเปล่า จึงไม่ได้ลง

อึม.. ไม่ใช่เรื่อง... อาจจะเป็นเพราะผมไม่ค่อยได้คุยกับท่านนะ เพราะผมชอบใช้ชีวิตคนเดียว ออกจากมาตระกูล ออกจากครอบครัวมานานแล้ว ผมจะมีความคิดของผมเองและอีกอย่างคือ ผมค่อนข้างจะดื้อเล็กน้อย เพราะถ้าผมเชื่อว่า อะไรที่ผมทำได้ ผมจะทำ

ออกจากครอบครัวมานานยัง

เทอดพงษ์ บิดา วราทิต

ก็อยู่ที่บ้านครับที่กรุงเทพ ผมเกิดที่กรุงเทพ ผมทำงานและเรียนอยู่ที่กรุงเทพ แต่ว่า ถ้าจะเอาเงื่อนไขมาบอกว่า ผมไม่ไปลงพื้นที่ ผมทเกิดกรุงเทพ ในเงื่อนไขตรงนี้ ธนิตพล ก็เป็นเหมือนกัน ก็ต้องไปถามธนิตพลเอง คือ ผมกับน้องนี่อยู่ด้วยกันมาตลอด ที่กรุงเทพ คือ ไปเรียนฝรั่งเศสก็ไปด้วยกัน ไปเรียนม.รังสิต เขาก็ตามไปเรียน คือ เราไปด้วยกันตลอด แต่ว่าผมอาจจะขัดแย้งในเรื่องมุมมองด้านพรรคการเมือง และในหลายๆ ด้าน

เช่น อย่างไรบ้าง

อืม...เรื่องการเรียนศิลปะมั้งครับ อย่างการเรียนศิลปะ เขาจะชอบไป ภาพแอบสแตรค ส่วนผมจะมาทาง โปรดักดีไซน์ เป็นงานที่ทำเป็นชิ้นขึ้นมา งานทำโมเดล แต่เขาชอบงานเพ้นท์ แนวสี คือ ศิลปะคนละแขนง แม้แต่ไปเรียนที่ฝรั่งเศส เราก็ยังแยกเมืองกันเรียน ไม่ได้อยู่ด้วยกัน อย่างเวลาเรามาคุยเรื่องศิลปะก็ขัดแย้งกันนิดหน่อย แม้แต่การชอบศิลปิน ศิลปะก็ต่างกัน ของเขาชอบแวนโก๊ะ แต่ผมมาพวกที่ทำในโปรดักท์ คือ มันขัดแย้งกัน แต่บนความขัดแย้ง ผมเชื่อว่า ถ้าจังหวัดได้ ส.ส.ที่มาจากนามสกุลเดียวกัน แต่สองพรรคการเมืองผมเชื่อว่า จะได้ประโยชน์จากตรงนี้มากมหาศาล

ที่พี่น้องขัดแย้งกัน มันสะท้อนอะไร (ชวนตีความ)

ผมว่า มันสะท้อนมุมมองเรื่องขบวนการคิด และเรื่องการใช้ชีวิต คือ แต่ละคนมันไม่สามารถจะให้เหมือนกันได้ อย่างลูกหมูออกมาจากฟาร์มเดียวกัน จากพ่อแม่เดียวกัน มันก็ยังเป็นลูกหมูที่ไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ต้องออกไปผจญโลกแตกต่างกัน อาจจะอยู่คนละฝั่งของฟาร์มก็ว่าไป

ครอบครัวมีกี่คน

มีพี่น้องสองคน (พ่อแม่เดียวกัน)


แต่ถ้าวันข้างหน้า ปชป.มีพื้นที่ให้เรา

อ๋อ...ไม่ๆๆ ผมๆ เดินเส้นนี้แล้วครับ ผมขอทำการเมืองเส้นขนานที่พร้อมจะพัฒนาจ.ตาก คู่กัน แต่จะไม่ไปพัฒนาบนนโยบายเดียวกัน อย่างนโยบายพรรคเพื่อไทยหลายอันที่จะมาใช้กับโครงการผม ผมอาจจะหยิบยืมจากพรรคประชาธิปัตย์มาบ้างเพื่อมาช่วยเหลือประชาชน

หลังจากไปเปิดตัวกับพรรคเพื่อไทย ได้โทรศัพท์เคลียร์ใจกับพ่อยัง

อ๋อๆๆ... ผมยังไม่ได้คุยกับคุณพ่อเลย

จะโทรคุยกันไหม

ผมว่า เมื่อไรที่จังหวะเวลามันพร้อม มันก็ต้องคุย แต่ว่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ผมก็เป็นอย่างนี้แหละครับ..

แต่มันต้องชี้แจงกันไหม ระหว่างพ่อกับลูก


ธนิตพล น้องชาย วราทิต

ก็ท่านได้ชี้แจงในสื่อแล้วครับ ผมก็ไม่อยากโต้ตอบ ส่วนตัวผมรักคุณพ่อมากนะ รักน้องด้วย เราอยากให้ท่านสบายใจ แต่ว่า อุดมการณ์ผม ผมคงมีชีวิตอยู่ลำบาก ถ้าต้องมานั่งอดทนกับความต้องการที่อยากจะทำอะไรที่มันอยู่ข้างใน คือ มันอยากจะทำอะไรให้ชาวบ้าน

กับน้องชาย เดี๊ยบ ธนิตพล ได้คุยกันไหม

อ่อ ไม่ครับ เขาก็งานยุ่ง ทำงาน มีการทำ เขาก็ลงพื้นที่

เห็นเขาทำงานในสภาเป็นไงบ้าง

อ๋อ..ก็ดีๆๆครับ เขาก็ทำงานเก่ง เป็นที่จับตา อนาคตเขาคงไปได้ไกล แต่ว่ามุมมองของผม เราก็เดินเส้นทางนี้แล้ว (น้ำเสียงแผ่วเบา) เราพร้อมรับสภาพทุกอย่าง

คุณปู่เป็นผู้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ คุณพ่อเป็นผู้ใหญ่ของพรรค เราไม่ถือว่า เราแหกออกไปหรือ

การเมืองควรจะมีหลายๆ ด้านให้ชาวบ้านได้มีโอกาสเลือก ถ้าผมทำด้วยตัวเอง ผมก็รอเข้าประชาธิปัตย์ แต่ถ้าผมจะทำเพื่ออย่างอื่นผมก็เข้ามาอยู่พรรคที่มีศักยภาพที่สามารถจะผลักดันงานผมได้

คิดอย่างไรที่พ่อบอกว่า เราไม่ลงพื้นที่จ.ตากมาก่อน

อ่อ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะถ้าผมมีลูก และลูกผมไปทำอย่างนี้ โดยที่ลูกผมไปทำอย่างนี้ มันไม่มาอธิบายให้เราฟังว่า อุดมการณ์อะไรเพราะมันคงกลัวว่า ถ้าอธิบายแล้วจะโดนเบรก แต่ถ้าเป็นผมนะ ผมอาจจะรอดูซิว่าลูกเรา ถ้ามันทำดี โอเคทุกอย่างก็ค่อยๆ จางหายไป

ช่วงที่คุยกับพ่อนานไหม

ผมมาคุยที่นี่เลย(รัฐสภา) ผมนัดคุณพ่อ ว่าผมอยากทำงานท้องถิ่น อยากลงการเมืองท้องถิ่น อยากทำงานที่ไปช่วยเหลือด้านความเดือดร้อนของประชาชน แต่คุณพ่อก็เปรยมาว่า ยิ่งการเมืองเดินแคบเท่าไร ยิ่งยากเท่านั้น จะลง อบจ. สจ. มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับพวกเรา

ต้องระดับชาติอย่างเดียว

คุณพ่อบอกว่า มันก็ยังง่ายกว่า แต่ผมก็คิดในใจนะว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจะหาทางเดินของผมเอง ทางเดินซึ่งมันอาจจะเหนื่อย ลำบาก อาจจะต้องมีอะไรที่กระทบเยอะแยะ แต่ก่อนที่ผมจะทำอะไร

เหมือนเราจะเข้าไปอาบน้ำร้อน เราต้องแสร้งรู้สึกร้อนก่อน เพื่อที่เราจะได้ไม่ตกใจ และที่พ่อผมบอกว่า ผมไม่เคยช่วยอะไรในพื้นที่เลย จริงๆ ผมอยู่เบื้องหลังท่านหลายเรื่อง เช่น เรื่อง สคส.ที่ท่านส่งให้ชาวบ้านทุกปี ผมก็ช่วยให้หลายปี ผมช่วยท่านทำ ขับรถไปรับซองสคส. ตอนเดี๊ยบหาเสียง ผมก็ขนไปปลิวไปให้ บางทีก็ไม่ได้รับได้นอนเลยผมก็ทำข้ามวันข้ามคืน เราก็ช่วย เพราะเราถือเป็นเรื่องที่ต้องช่วยเหลือกัน

เลือกข้าง?

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็น 2 องค์กรใหญ่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบใหญ่หลวง ทั้งดูแลการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และพิทักษ์ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน

แต่บทบาทของทั้ง 2 องค์กรกลับสร้างความแคลงใจให้คนเสื้อแดงเป็นอย่างยิ่ง เริ่มที่การทำงานของดีเอสไอภายใต้การนำของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่ผ่านมาแทบแยกไม่ออกจากรัฐบาลเลย

คดีความของคนเสื้อแดง หรือคดี 91 ศพเหยื่อสลายม็อบเป็นตัวอย่างชัดเจน อืดอาดล่าช้าจนถูกมองไม่มีความเป็นกลาง !? โดยเฉพาะคดีฆ่าช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่ล่าสุดดีเอสไอเปิดประเด็นปืนอาก้าขึ้นมาท่ามกลางความงุนงงของสังคม เพราะคดีนี้โอนไปให้ตำรวจนานแล้ว

แต่กลับให้พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตนายตำรวจมาวิเคาะห์ภาพถ่ายศพแล้วฟันธงเป็นปืนที่ไม่มีใช้ในกองทัพ ผิดทั้งวิธีการ มารยาท และกระบวนการกฎหมาย เลยถูกตั้งคำถามเรื่องของเจตนา !?

ขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ก็ถูกมองว่าละเลยบทบาทของตัวเอง เพิ่งเห็นบทสัมภาษณ์ของนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกสม. ที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่อง 7 แกนนำนปช.ที่เพิ่งได้ประกันตัวชั่วคราว

"เชื่อว่าการอยากลองของของแกนนำน่าจะมีขึ้น คงไม่อยู่เฉย เพราะออก (จากเรือนจำ) มาก็ต้องมีการเคลื่อนไหวให้รู้ว่าเขายังอยู่ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะมีการยุบสภาเมื่อไร"

สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของนางอมราต่อการชุมนุมของคนเสื้อแดง ทำเหมือนไม่เข้าใจสิทธิพื้นฐานของประชาชนในการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ทำเหมือนไม่รู้ว่าอำนาจรัฐเป็นฝ่ายใช้กำลังสลายการชุมนุมจนเกิดการบาดเจ็บล้มตายเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.53

จนเกิดการตั้งคำถามถึงการทำงานของกสม.ในการปกป้องสิทธิกรณีความตาย 91 ศพ และผู้บาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคนมาโดยตลอด และยังละเลยการปกป้องสิทธิของเสื้อแดงหลายร้อยคนที่ถูกจองจำอยู่ในคุกอีกด้วย

มองอยู่อย่างเดียวว่าบ้านเมืองจะวุ่นวาย หากมีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลขึ้นอีก ตรงนี้ขัดกับเจตนารมณ์ในการก่อตั้งกสม. ท่าทีของกสม.และดีเอสไอที่ดูเหมือนจะเลือกข้างแล้ว

จะกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญ ซึ่งนำไปสู่ความปั่นป่วนวุ่นวายของบ้านเมืองในอนาคต


Ref: ข่าวสดรายวัน(update:วันที่ 04 มีนาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7400)

วันอังคาร, มีนาคม 01, 2554

ความจริงเรื่องเขตแดนไทย-เขมร

ความจริงเรื่องเขตแดนไทย-เขมร
javascript:void(0)

ความจริงเรื่องเขตแดนไทย-เขมร(จบ)


อ.อัครพงษ์ ค่ำคูน

"กรณีศึกษาเขตแดนระหว่างประเทศ-ไทยกับเพื่อนบ้าน
และการแก้ไขปัญหาของมรดกโลก"


โครงการฝึกอบรม"เขตแดนของเรา เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา"
มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
วันศุกร์ที่ 21 มกราคม 2554 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ
Ref: MrPrainn | 24 ม.ค. 2011 |
-------------------------------------------

รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนวนิช กรณีศึกษาเขตแดนระหว่างประเทศกลุ่มประเทศยุโรป-เอเชีย
โครงการฝึกอบรม"เขตแดนของเรา เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา" มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
http://www.youtube.com/watch?v=YeqV8-mkpsU
http://www.youtube.com/watch?v=qjlndCgeuZo

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
กรณีศึกษาเขตแดนระหว่างประเทศ-ไทยกับเพื่­อนบ้าน
และการแก้ไขปัญหาของมรดกโลก"
โครงการฝึกอบรม"เขตแดนของเรา เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา"
http://www.youtube.com/watch?v=lrACpmw53-8
http://www.youtube.com/watch?v=8eMYiqkbZcY

อ.พนัส ทัศนียานนท์
กรณีศึกษาเขตแดนระหว่างประเทศ-กลุ่มประเทศยุโรป-เอเชีย
โครงการฝึกอบรม"เขตแดนของเรา เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา"
มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
http://www.youtube.com/watch?v=oWDTlkmJRB0
http://www.youtube.com/watch?v=L4ZxFJDoq6E
Ref: Love Thakฯ

9เดือนในเรือนจำ 'เหวง'รู้ผลต่อสู้กับระบบอำมาตย์-รัฐบาล


"นพ.เหวง โตจิราการ"หนึ่งใน7แกนนำนปช.9เดือนในเรือนจำ ไม่ได้ยากลำบากไม่ทุกข์ร้อน เพราะจิตสำนึกรู้ว่าเป็นผลจากการต่อสู้กับระบบอำมาตย์และรัฐบาล


# ชีวิตในเรือนจำ 9 เดือนเป็นอย่างไร

ถือว่าไม่ได้ยากลำบาก ไม่ทุกข์ร้อน เพราะจิตสำนึกรู้แล้วว่าเป็นผลสืบเนื่องจากการต่อสู้ รู้ว่าสู้กับระบบอำมาตย์และรัฐบาล พวกเราเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะโดนจับเข้าคุกที่เป็นผลจากการเรียกร้องยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ มีความเป็นไปได้สองด้านคือ ได้รับชัยชนะแบบสมบูรณ์หรือพ่ายแพ้และเสียหาย รวมทั้งเป็นไปได้ที่พวกเราต้องติดคุกและบางคนจะเสียชีวิต ทั้งที่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ เตรียมใจไว้แล้ว ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกและตื่นตระหนก และรู้ว่ามันเป็นผลต่อเนื่อง

การถูกจับครั้งนี้ไม่ยุติธรรมและไม่เป็นธรรมตามที่รัฐบาลยัดเยียดให้ เพราะเป็นน้ำมันราดเข้ากองเพลิง ความไม่พอใจของคนเสื้อแดงที่มีต่อรัฐบาลจะสูงขึ้นท่ามกลางความตายที่ปรากฏและยัดเยียดให้ประชาชนความเคียดแค้นจะยิ่งมากขึ้น เราอยู่ในนั้น(เรือนจำ)อยู่อย่างทนงองอาจ ผมขอตอบพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.แบบไม่ได้สยบยอมต่อชะตาที่ยัดเยียดให้

ปกติเจ้าหน้าที่จะปล่อยขังตอนหกโมงครึ่ง ผมออกกำลังกายหนึ่งชั่วโมง จากนั้นเคารพธงชาติ ต่อมาฟังเจ้าหน้าที่อบรม จากนั้นผมไปเล่นกีตาร์ถึงสิบโมงเช้า จากนั้นมาพบญาติและคนเสื้อแดงมาเยี่ยม ช่วงเที่ยงก็คุยกับแกนนำเรื่องการเมือง ช่วงบ่ายผมเล่นกีตาร์และเรียนภาษาจีนในแดนหก จากนั้นออกกำลังกาย บ่ายสามโมงอาบน้ำเตรียมตัวเข้าห้องขัง ช่วงนั้นผมอ่านหนังสือสี่ชั่วโมงก่อนนอน สองทุ่มผมสวดมนต์และร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี จากนั้นก็นอน ตีสี่ผมตื่นและฝึกสมาธิ

ห้องขังนั้นมีแกนนำ 3คนอยู่กับผมคือนายสมชาย ไพบูลย์และนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย แต่แออัดนะนอนกัน 30-60 คน ห้อง 10x10 เมตร ห้องน้ำมีสองห้อง วันที่ออกจากเรือนจำก็ไปพบพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และขอบคุณพลตรีสนั่นที่เชื่อมั่นพวกเรา วันนั้นคนเสื้อแดงมารอตั้งแต่เช้าจนดึกนะเกือบหนึ่งหมื่นคนเลย กลับเข้าบ้านห้าทุ่ม

#ครอบครัวกังวลหรือไม่

คุณธิดา ถาวรเศรษฐ์ แข็งแกร่งให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์กับผมเยอะมากว่า เวลาที่โดนคุมขังก็เป็นเรื่องต่อเนื่องของการต่อสู้ มันต้องนิ่ง จิตใจต้องเข้มแข็ง ขังเราได้เฉพาะร่างกาย อย่าให้ขังหัวใจ ฉะนั้นครอบครัวของผมแข็งแรง ลูกๆก็เข้าใจ และสนับสนุนแนวทางที่ผมกระทำและเข้าใจ

#ในชีวิตนี้ต่อสู้เรียกร้องมาหลายสิบปี การต่อสู้ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงหรือไม่ เพราะภาพที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมีการเสียชีวิตจำนวนมาก

รุนแรงที่สุดเท่าที่มีในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนตั้งแต่ประเทศไทยได้ประชาธิปไตย แสดงความเหี้ยมโหดอำมหิตของผู้กุมอำนาจรัฐในปัจจุบัน ไม่เคยปรากฏในโลกนี้และในประเทศ เพราะมีการติดคำสั่งอนุญาตให้ฆ่าได้แถวถนนพระรามสี่ ไม่ทราบว่ารัฐบาลใช้จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์กระทำกับประชาชนหรือไม่ หากมีจิตวิญญาณต้องไม่มีคำสั่งนี้

# ตอนนั้นมีภาพข่าวคนชุดดำและพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล ในพื้นที่ใกล้เคียงการชุมนุมและช่วงกระชับพื้นที่นั้น มีการค้นพบอาวุธและสิ่งเทียมคล้ายอาวุธจำนวนมากในพื้นที่การชุมนุม ทราบมาก่อนหรือไม่

ขออนุญาตเรียนว่า การปล่อยตัวพวกผม พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ มาร่วมไต่สวนด้วยและตอบอัยการที่ถามว่ามีความรุนแรงหรือไม่ พล.ต.ต.วิชัยตอบไปว่าความรุนแรงมีสองแบบคือรุนแรงด้วยคำพูดและรุนแรงด้วยการกระทำ รุนแรงด้านคำพูดนั้นมีบ้างบนเวทีในการชุมนุม แต่ไม่ปรากฏความรุนแรงในการกระทำและไม่มีอาวุธเลย หากผมพูดไปคงไม่เชื่อ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลการชุมนุมนั้นตอบกับศาลเองเลยว่าไม่พบอาวุธ ผู้สื่อข่าวอยู่กับพวกเรา 69 วันนั้น พวกเราไม่เคยจำกัดพื้นที่ผู้สื่อข่าวว่าไม่ให้ไปไหนและไม่ให้คุยกับใครเลยเลย เว้นกรณีวันที่ 10 เม.ย. 2553 ที่ปรากฏภาพข่าวของสำนักข่าวอัลจาซีร่า พบชายฉกรรจ์ชุดดำสองคน ผมขอให้รัฐบาลจับชายสองคนนี้มาลงโทษ ผมดูท่วงท่าการเคลื่อนไหวแล้วฟันธงว่าเป็นทหารที่ผ่านการฝึกและสมรภูมิมาแล้ว แต่ไม่ทราบว่าเป็นทหารฝ่ายใด

และทราบว่าตอนนั้นทหารมีความขัดแย้งกันมากในการแย่งชิงตำแหน่ง โดยเฉพาะกองทัพบกเพราะทหารหลายฝ่ายไม่พอใจระดับการกุมอำนาจและบางฝ่ายดำเนินการเอง รวมทั้งการเสียชีวิตของพ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม เพราะบางคนให้ข้อสันนิษฐานที่มีน้ำหนักว่าเป็นการกระทำของทหาร และข้อสรุปของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมที่อ้างข้อสรุปของ”ไวลีย์ วิสติง” สังกัดหน่วยปฏิบัติการพิเศษสลายการชุมนุมลอสแองเจลลิส ระบุว่า การเสียชีวิตของพ.อ.ร่มเกล้าเป็นการกระทำของทหาร ไม่ใช่คนเสื้อแดง ผมปฏิเสธทั้งหมดว่าคนเสื้อแดงไม่มีความรุนแรงทั้งสิ้น

เรื่องพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล รัฐบาลไม่ได้ความใส่ใจในเรื่องการเสียชีวิตทั้งๆที่ชัดเจนว่าลอบสังหารจากการยิงบนตึกสูง เพราะเล็งเป้าเข้าศรีษะท่ามกลางสื่อต่างประเทศ น่าสงสัยว่าปล่อยไว้ทำไม รัฐบาลปล่อยเฉยและมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ ยืนยันแกนนำนปช.ชุดที่เเล้วปฏิเสธพลตรีขัตติยะอย่างน้อยสามครั้งบนเวที ผมเคยบอกกับสื่อไปว่าพลตรีขัตติยะเป็นคนไทยก็เข้าพื้นที่ได้ หากกระทำผิดก็จับได้ แสดงว่าผมไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงและการทำผิดกฎหมายใดๆ

#ภาพและข่าวของสื่อในและต่างประเทศ ปรากฏในช่วงหลังกระชับพื้นที่จะพบอาวุธจำนวนมากในพื้นที่ชุมนุมและเวทีใหญ่จะชี้แจงอย่างไร เพราะปฏิเสธตั้งแต่ต้นว่าไม่มีความรุนแรง

ช่วงที่ชุมนุมจะคอยสอดส่องดูแล แต่เมื่อพวกผมมอบตัวแล้วไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้ต่อไป ทหารและตำรวจเข้าไป หลังจากที่ผมถูกควบคุมตัว ผมติดตามข่าวที่ปรากฏได้บ้าง และตั้งข้อสังเกตว่า ส่วนใหญ่เป็นอาวุธใหม่เอี่ยมและมหาศาล หากคนเสื้อแดงมีอาวุธมหาศาลอย่างนั้น ทำไมทหารไม่เสียชีวิตมาก ผมไม่ได้ต้องการให้ทหารเสียชีวิตนะ แต่ขอตั้งคำถาม อาวุธเหล่านี้รัฐบาลและทหารเผด็จการจัดฉากให้ปรากฏภาพทางสื่อ เพื่อให้มีน้ำหนักปราบปรามนปช.ว่าสะสมอาวุธและใช้ต่อสู้

#คนเสื้อแดงเผาศาลากลางจังหวัดและเซ็นทรัลเวิล์ด มันขัดกับสิ่งที่ระบุไว้ข้างต้น

ผมติดตามการสัมภาษณ์ของนายจตุพร พรหมพันธุ์แล้วว่า เจ้าของเครือข่ายยักษ์ใหญ่ที่รู้ดีว่า การเผาเซ็นทรัลนั้นไม่ได้เกิดจากคนเสื้อแดง เพราะเซ็นทรัลจ้างรปภ.สามร้อยคนและมีหน่วยดับเพลิงไว้รักษาความปลอดภัย และมีกล้องวงจรปิดจับตาคนเสื้อแดงละเอียด ฉะนั้นโดยสรุป การเผาเซ็นทรัลเวิล์ดไม่ได้มาจากคนเสื้อแดงและน่าเป็นฝีมือของทหาร ส่วนการปราศรัยของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อนั้น(นายณัฐวุฒิปราศรัยว่าหากนปช.ตกใจอาจจะเผาศาลากลางจังหวัดได้) ผมตอบแทนได้เพราะฟังการปราศรัยของนายณัฐวุฒิที่มีเงื่อนไขว่า หากมีการรัฐประหาร ไม่ได้เป็นการเชิญชวนประชาชน แต่เป็นการพูดที่ตั้งเงื่อนไขไว้ มันไม่น่าจะเป็นเหตุที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตรงนี้เป็นความเข้าใจของผมนะ และควรไปถามเจ้าตัวโดยตรงด้วย

# ช่วงที่อยู่ในเรือนจำได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับแกนนำคนอื่นๆหรือไม่ว่า หากย้อนกลับไปได้สิ่งที่ดำเนินการไปนั้นถูกหรือผิด และพลาดหรือไม่ รวมทั้งอนาคต นปช.จะเป็นอย่างไรต่อไป

เราต้องเข้มงวดกวดขันที่สุดกับสันติวิธี ต้องไม่เปิดช่องให้รัฐบาลใช้เป็นข้ออ้างใส่ร้ายป้ายสี ทำให้เกิดความเกลียดชัง เพราะหากพวกเราไม่เข้มงวดและเปิดช่องแล้ว เช่นการปฏิบัติการที่โรงพยาบาลจุฬาฯนั้น ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ผิด แต่มันไม่ใช่มติแกนนำ เพราะเป็นการตัดสินใจของแกนนำบางคน(นายพายัพ ปั้นเกตุ)และเป็นสิ่งไม่เหมาะสม พวกผมขอโทษบนเวทีไปแล้ว ตรงนี้ก่อให้เกิดความเสียหาย รวมทั้งการบุกรัฐสภาก็ได้ตำหนิแกนนำคนนั้น(นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง)ไปแล้ว เพราะไม่ใช่มติแกนนำ มันเป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้าของแกนนำบนเวทีช่วงเผชิญปัญหา และแก้ไขสถานการณ์ด้วยการส่งแกนนำคนอื่นๆไปเชิญตัวกลับมา ตรงนี้ยอมรับเป็นจุดอ่อนและทำให้รัฐบาลขยายผล คือประกาศใช้พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งๆที่ไม่มีความเหมาะสมเลย เพราะนปช.ยี่สิบคนเดินผ่านรั้วเข้ารัฐสภาเท่านั้น โดยไม่เข้าไปในอาคารเลย จึงอาศัยเหตุนี้ประกาศ มันไม่สมควรแก่เหตุ ฉะนั้นการประกาศพ.ร.ก.นั้น เป็นเพราะพวกเรามีช่องโหว่ให้รัฐบาลสวมรอยเข้ามาได้ ตรงนี้ไม่ได้แปลว่ามีความชอบธรรมนะ

#สรุปว่าแกนนำนปช.ส่วนใหญ่สันติวิธี แต่แกนนำบางส่วนที่กระทำการพลการนั้น เป็นช่องโหว่

บางคนเท่านั้นและเป็นข้ออ้างใช้พ.ร.ก.ตั้งข้อหาขยายผล สิ่งนี้เป็นบทเรียนที่ต้องเข้มงวดในการปฏิบัติคือไม่เปิดช่องโหว่ให้รัฐรุกคืบเข้ามาด้วยความรุนแรง

# ช่วงที่ชุมนุมนั้นมีการปะทะและใช้ความรุนแรง แกนนำหารือกันบ้างหรือไม่

แกนนำประชุมกัน ใช้เหตุผลจูงใจว่า หากมีความเห็นตรงข้ามต้องใช้เหตุผลและในที่สุดมันยุติว่า ต้องใช้สันติวิธีและอย่าสร้างเงื่อนไขให้รัฐใช้ช่องโหว่รุกคืบ

#รัฐบาลและแกนนำนปช.เคยคุยกันสองครั้งและน่าจะจบได้ด้วยดี เพราะช่วงนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมถอยแล้ว

ตอนนั้นอยากให้นายกฯ ตอบให้มั่นเหมาะว่าจะยุบสภาเมื่อใด นายกฯได้เสนอเงื่อนไขซึ่งผมจำรายละเอียดไม่ได้ แต่พวกเราก็ผ่อนปรน แต่เงื่อนไขที่นายกฯเสนอมานี้ เรารับไม่ได้ จึงได้มีการต่อรอง แต่ในเมื่อนายกฯยืนกรานกระต่ายขาเดียวการเจรจาจึงไม่มีความคืบหน้า

#ตอนนั้นมีข่าวลือกันว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯได้ติดต่อกับแกนนำนปช.บางคนว่าไม่ต้องไปยอมนายอภิสิทธิ์

ผมยืนยันว่าไม่มี ผมไม่อยากเอ่ยชื่อคน แต่คนๆนั้นไม่ได้รับโทรศัพท์จากคุณทักษิณ คุณทักษิณก็เป็นเพียงคนที่สนับสนุนการเคลื่นไหวของคนเสื้อแดงคนหนึ่ง เพราะเคยเป็นอดีตนายกฯ บางครั้งพวกเราจึงคิดว่าเป็นประโยชน์ที่จะให้คุณทักษิณวีดีโอลิงก์เข้ามา เราจึงเปิดวิดิโอลิงก์นั้นเข้ามาพูดกับประชาชน แต่สังเกตว่าใน 69 วันนั้นไม่มีเลย

#ทำไมช่วงนั้นนายวีระ มุสิกพงศ์ถึงลาออกจากประธาน นปช.

ก็ต้องเรียนกันตรงๆว่า ขอย้อนความกลับ แต่ผมจำวันที่ไม่ได้แต่ประมาณสิ้นดือนเม.ย. ช่วงที่มีคณะทูตเข้ามาดูการชุมนุมว่า พวกเรายินดีเจรจากับรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง พวกเรายินดีที่จะมีแผนปรองดองกับรัฐบาลใน 3-4 วันนั้นเอง รัฐบาลได้เสนอเรื่องเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ย. 2553 ขึ้นมา โดยวันที่ 3 พ.ค. พวกเราได้มีการประชุมและประกาศรับเลย เพียงแต่ว่าต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์มีข้อยุติเอกภาพ เพราะนายอภิสิทธิ์เสนอขึ้นมาคนเดียว มันจึงควรมีเอกภาพในพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลด้วย เพราะมันมีความเจ้าเล่ห์เพทุบายทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ สมมตินายกฯรับแล้ว แต่มติพรรคไม่รับ

สมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ ผมเคยเสนอเรื่องไป นายกฯรับแล้ว กรรมการบริหารพรรครับแล้ว แต่ที่ประชุมพรรคไม่รับ บทเรียนนี้มีมาแล้ว จึงอยากให้พรรคประชาธิปัตย์มีเอกภาพและอาจอ้างพรรคร่วมรัฐบาลด้วย พวกเรารับเงื่อนไขและขอให้รัฐบาลตอบรับใน 3 วันว่ารัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลเป็นเอกภาพ ก็รออยู่แต่รัฐบาลไม่ตอบมา พวกเราจึงเพิ่มเงื่อนไขการรับผิดชอบของความตายวันที่ 10 เม.ย. 2553 ว่า สิ่งที่รัฐบาลเสนอมานั้น พวกเราตอบรับวันที่ 4 พ.ค. พรรคประชาธิปัตย์ยังเล่นเกมถ่วงเวลา พวกเราคิดว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบความตายด้วย คือขอให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯเข้ากระบวนการทางกฎหมาย(ช่วงนั้นนายสุเทพไม่ได้เป็นส.ส.) โดยไม่รวมนายกฯ นายสุเทพไม่มีเอกสิทธิ์ส.ส.คุ้มครอง จึงเข้ามอบตัวได้

แต่นายสุเทพใช้เล่ห์ว่าไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษแล้วและเป็นการมอบตัวแล้ว แต่มันไม่ใช่ หากไปมอบตัวในฐานะผู้ถูกกล่าวหาต้องพิมพ์ลายนิ้วมือ ถ่ายรูป ลงบันทึกประจำวัน แต่วันนั้นนายสุเทพไปตรวจงาน จึงรับไม่ได้และเลื่อนเวลาออกไป พวกเรารอถึงวันที่ 7-8 พ.ค.แล้วและนายสุเทพต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว แต่นายสุเทพไปวันที่ 10 พ.ค.

และช่วงนั้นนายวีระมองว่าควรรับแค่นั้นพอ พอแค่นั้น และมีความเห็นไม่ตรงกัน นายวีระใช้ดุลพินิจส่วนตัวขอลดบทบาท ปลีกตัวไป แต่ไม่ได้ทิ้ง นายวีระยังรับหน้าที่ช่วยเจรจากับรัฐบาลอยู่ในส่วนที่ยังติดต่อได้ตลอด แต่รัฐบาลไม่ยอม หากก่อนหน้านั้นข้อเรียกร้องที่ขอให้รัฐบาลและนายสุเทพดำเนินการเรียบร้อย พวกเราก็เลิกชุมนุมเลย กลับบ้าน ต้องการแค่นั้น พวกเราไม่สามารถปล่อยพี่น้องตายโดยไม่มีความเป็นธรรมเกิดขึ้นในแผ่นดินได้ หากตายแบบนี้โดยทหารยิง แต่ปล่อยไว้แบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวมันไม่ได้

รัฐบาลทำแบบนี้พวกเรารับไม่ได้จึงยืนยันใช้ข้อเรียกร้องนี้ นายวีระจึงปลีกตัวไปแต่ไม่ถือโทษโกรธเคือง ยังมีไมตรีต่อกันและยังเจรจากับรัฐบาลให้ แต่นายกฯไม่ยอม หลังจากนั้นช่องทางนี้ลำบากแล้วจึงคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่องค์กรสากลเช่น สหประชาชาติส่งตัวแทนเข้ามาช่วยเปิดเจรจา พวกเราต้องการคนกลางที่มีศักยภาพทางการเมืองมาช่วยเป็นคนกลาง พวกเรารู้ว่าลำบากเพราะมันแสดงเจตนารมย์ของพวกเราที่ต้องการเจรจา

เมื่อทางสหประชาชาติทำได้ยากนั้น ถัดมานายประสพสุข บุญเดช ประธานส.ว.เสนอตัวเป็นคนกลางเจรจากับรัฐบาล พวกเรายินดีที่ให้ส.ว.เป็นคนกลางเจรจา เวลามันล่วงมาวันที่ 15-16 พ.ค.แล้ว นายประสพสุขเสนอพลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช มาเจรจากับพวกเราและได้ข้อยุติชัดเจนว่าจะมีการเจรจากันที่รัฐสภา การกระชับพื้นที่นั้นยิงคนตายตามลำดับ เช่นถนนรางน้ำ สวนลุมพินี มีการตายทุกวัน พวกเราอยากให้ยุติเร็วที่สุด จึงให้ส.ว.เป็นคนกลางและได้ข้อยุติว่าหยุดทุกอย่างในเที่ยงคืนวันนั้น เช้าวันรุ่งขึ้นค่อยเจรจารายละเอียดโดยไปคุยที่รัฐสภา แต่เลยเที่ยงคืนแล้วรัฐบาลส่งกำลังเข้ามาเริ่มรื้อและยิง รัฐบาลไม่ต้องการสันติวิธี ทำไมรอยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่ได้ พลเอกเลิสรัตน์ส่งข่าวไปยังนายกฯและประธานส.ว.โดยตรง ทำไมรอไม่ได้ สั่งกำลังทหารเลื่อนออกไปไม่ได้หรือ ชัดเจนเลยว่ารัฐบาลต้องการความรุนแรงและต้องการฆ่าคน

#แต่ช่วงนั้นคนเสื้อแดงก็ออกไปปะทะกับทหารโดยใช้อาวุธด้วย แกนนำมีการสั่งห้ามแนวร่วมไม่ให้ดำเนินการหรือไม่

รูปธรรมมันชัดเจนว่า เราให้ชุมนุมเพิ่มสองจุดคือ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและคลองเตย พวกเราบอกไปว่าอย่าเข้ามา เพราะพี่น้องจะถูกยิงตายหากเข้ามา หากอยากชุมนุมก็ขอให้ไปสองจุดนั้น ตรงนี้แสดงความจริงใจและบริสุทธิ์ใจ อย่างไรก็ตามพี่น้องเป็นห่วงว่าพวกเราจะโดนปราบ ช่วงนั้นมีการตัดการส่งอาหารและน้ำ รวมทั้งสัญญาณโทรศัพท์มือถือ พวกเราเจรจาและติดต่อใครไม่ได้ พลเอกเลิศรัตน์จะติดต่อใครในช่วงนั้นเลยไม่ได้ หากโทรได้มันก็จบแล้ว ผมไม่โทษอะไรนะ เพียงแต่รัฐบาลทำไมไม่รอ เพราะคุยกับพลเอกเลิศรัตน์แล้วรู้เรื่องว่า ยุติหลังเที่ยงคืน ประชาชนจะไม่เข้ามา ใครที่จุดไฟเผายางรถยนต์ก็หยุด หนังสติ๊กด้วย หยุดหมด

เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเรามีมาตรการว่าทหารถอยออกกี่โมง พวกเราจะขนคนออกกี่โมง แต่ทางนั้นไม่อนุญาต แสดงว่ากระหายที่จะฆ่าประชาชน

#จากเหตุการณ์ปีที่แล้ว วันนี้คนเสื้อแดงรวมตัวมากขึ้นทุกครั้งในการชุมนุม ตรงนี้ถือว่าประสบความสำเร็จหรือไม่

ประชาชนที่โดนกดขี่มานานกระหายความยุติธรรมและรู้ว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขสามารถแก้ปัญหาบ้านเมืองได้โดยดูจากยุคของคุณทักษิณเป็นนายกฯ ไม่ได้หมายความว่าเชียร์นะ แต่ประชาชนเห็นการเลือกตั้งรัฐบาลพรรคเดียวที่ชนะและดำเนินนโยบายแก้ปัญหาบ้านเมืองได้จริง ความตื่นตัวนี้จึงมาร่วมชุมนุม ไม่ใช่เพราะรักแกนนำแบบส่วนตัว แม้บางคนอาจมีบ้าง แต่ลึกๆคือความอยุติธรรมที่ได้รับและความกระหายความยุติธรรม รวมทั้งประชาธิปไตยที่แท้จริง จึงมาร่วม หากดูการชุมนุมนั้นช่วงแรกมีคนต่างจังหวัด คนต่างจังหวัดอยู่นานไม่ได้ สามวันก็กลับแล้ว ช่วงนั้นสงกรานต์และใกล้ฤดูฝนด้วย แต่หลังๆมีแต่คนกทม.นะ คนเสื้อแดงมาร่วมกันมากเพราะเห็นด้วยกับการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน

#ข้อหาล้มเจ้า

ไม่มี ไม่จริง ตอนนั้นแผนผังล้มเจ้าที่ศอฉ.ร่างขึ้นมานั้น กลายเป็นเรื่องสัพเพเหระไปแล้ว ขำขันไปแล้ว วันนั้นที่ร่างขึ้นเพราะจุดหมายต้องการสร้างความชอบธรรมในการสังหารคนเสื้อแดง คล้ายกับเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ผังล้มเจ้ามันเป็นความตั้งใจของรัฐบาลนี้ที่จะสร้างเหตุขึ้นมาอีก

การเมืองที่คนเสื้อแดงต้องการคือประชาธิปไตยอันมีพระมากษัตริย์เป็นประมุข อำนาจการเมืองเป็นของประชาชนแท้จริง ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลนี้ล็อบบี้กันในค่ายทหาร ไปเชิญพรรคร่วมรัฐบาลพลังประชาชนเข้ามาร่วมตั้งรัฐบาลชุดนี้ มันทำลายหลักการประชาธิปไตย

#นายกฯระบุว่าจะเลือกตั้งในปีนี้และบางฝ่ายบอกว่ากลางปีนี้จะเลือกตั้งแล้ว พรรคใดจะชนะเลือกตั้ง พรรคที่นปช.สนับสนุนจะชนะหรือไม่และแกนนำนปช.จะลงสมัครส.ส.หรือไม่เพื่อไปต่อสู้ในรัฐสภาตามข้อเรียกร้อง

ผมเชื่อมั่นว่าพรรคที่นปช.สนันสนุนจะชนะพรรคประชาธิปัตย์เพราะการติดตามข่าวสารใกล้ชิดของผม ผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยชนะถล่มทลายที่ภาคอีสานและเหนือ แต่ช่องโหว่จะมีที่กทม.ตะวันออก และใต้ ภาคกลางนั้นจะเป็นพื้นที่แย่งชิง พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าผมจะหนุนพรรคเพื่อไทย แต่ดูจากบรรยากาศทางการเมือง ประชาชนต้องการบางพรรคที่สนองตอบเจตจำนง ตรงนี้พรรคเพื่อไทยสนองตอบ

ส่วนแกนนำจะลงสมัครหรือไม่นั้น ต้องดูสถาการณ์ใกล้ๆอีกครั้ง แต่ภารกิจของผมคือทำเรื่องคนเสื้อแดง ส่วนคนอื่นที่เคยลงสมัครแล้วก็คงสมัครส.ส.

#มองการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในช่วงนี้เป็นอย่างไรและพรรคการเมืองใหม่ซึ่งพันธมิตรฯสนับสนุนจะมีโอกาสในการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่

วันนี้อุดมการณ์ของพันธมิตรฯไม่ได้รับการตอบรับจากประชาชน สามข้อเรียกร้องกับรัฐบาลนั้นมันเป็นเรื่องผิดวิสัยความจริงที่ทำไม่ได้ เป็นแบบนี้ประชาชนจึงปฏิเสธ ผมก็ปฏิเสธ คนที่ไปร่วมชุมนุมมีแต่สันติอโศกและมีบางส่วนไปร่วมไม่มากนัก แสดงว่าประชาชนไม่สนับสนุนแล้ว โดยสรุปแล้วคนเสื้อเหลืองสนับสนุนอำมาตย์ สนับสนุนรัฐประหาร สนับสนุนสงคราม คลั่งชาติ ศัพท์วิชาการคืออนุรักษ์นิยม จารีตนิยมคลั่งชาติ นับวันยิ่งเหี่ยวเฉาและขอให้ประชาชนเป็นผู้พิสูจน์ และพรรคการเมืองใหม่นั้นไม่นานน่าจะสูญหาญ เพราะตั้งขึ้นมาเฉพาะต่ออุปทานทางการเมือง สะท้อนออกถึงอุดมการณ์ทางการเมืองของพวกเขา แท้จริงประชาชนไม่สนับสนุน


ที่มา: bangkokbiznews.com