วันอังคาร, พฤศจิกายน 09, 2553

ข้อโต้แย้งนายมีชัย ฤชุพันธุ์ : ความรับผิดของเจ้าของปั้มน้ำมัน ต่อข้อความหมิ่นกษัตริย์ตามผนังห้องน้ำ

ผู้เขียนบทความ: พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ชั้นปีที่๓ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เดิมผู้เขียนไม่เห็นว่า ปัญหานี้ยุ่งยากเกินสติปัญญาของนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ จะใช้ความสามารถวินิจฉัยอย่างตรงไปตรงมา ภายหลังพบว่า การณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ โดยการสอบปลายภาคที่จะผ่านพ้นไป และเป็นประเด็นที่สังคมควรกระจ่างชัดในความมั่นคงแน่นอนแห่งกฎหมายในแต่ละคน และเกิดเป็นข้อเขียนโต้แย้งความคลาดเคลื่อนดังกล่าวไว้บ้าง จึงได้เขียนบทความนี้ขึ้น

ประมาณ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อความเห็นเกี่ยวกับคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ [๑] ของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตอาจารย์สอนกฎหมายและนิติกร เป็นที่แพร่หลายกันมาก เริ่มเรื่องนายไกรวัลย์ เกษมศิลป์ โพสต์ถามในเว็บไซต์ของนายมีชัย ว่า “ ผมได้เข้าไปใช้ห้องน้ำในปั๊มน้ำมัน พบเห็นการเขียนข้อความให้ร้ายต่อสถาบันกษัตริย์ อยากจะถามว่าเจ้าของสถานที่จะมีความผิดไหมครับที่ปล่อยให้มีข้อความอย่างนี้ ถ้าหากจะเอาผิดกับเจ้าของสถานที่หรือให้เจ้าของสถานที่เขาลบข้อความเหล่านี้ เสีย จะทำอย่างไรครับ ถ้าหากว่าเจ้าของสถานที่ไม่ทำอะไรเลยแล้วก็ปล่อยให้มีข้อความอย่างนี้อยู่ ต่อไป จะไปแจ้งความเอาผิดกับเจ้าของสถานที่ได้ไหมครับ”

ตามข่าว นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ตอบคำถามว่า “ ถ้าเจ้าของเขารู้เห็นข้อความนั้นแล้วยังไม่ลบทิ้งเจ้าของสถานที่ก็อาจมีความ ผิดเสียเองได้ ถ้าใครพบเห็นก็ควรช่วยกันแจ้งให้เจ้าของเขาลบทิ้ง หรือแจ้งกับตำรวจให้ไปดู”

การวินิจฉัยปัญหากฎหมาย ในเบื้องต้นสามารถแยก “โครงสร้าง” เพื่อสามารถใช้ความคิดได้อย่างเป็นระเบียบ ในการให้เหตุผลหรือตรรกะทางกฎหมาย เราเรียกบรรทัดฐานดังกล่าวว่า “โครงสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมาย”[๒] จำแนกได้ดังนี้

๑.องค์ประกอบส่วนเหตุในทางกฎหมาย คืออะไร

๒.ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เป็นอย่างไร

๓.ผลในทางกฎหมาย เป็นเช่นไร

นักกฎหมายและนักนิติศาสตร์ จะใช้ “โครงสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมาย” เป็นฐานคิดใน ทุกกรณี ปรับวินิจฉัยปัญหาทางกฎหมาย สำหรับกรณีคำถามของนายไกรวัลย์ฯ ในเว็บไซต์ของนายมีชัยฯ เป็นประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๑๑๒ ผู้เขียนจะเริ่มพิเคราะห์ ดังนี้


ประเด็นที่๑.องค์ประกอบส่วนเหตุในทางกฎหมาย

เราทำความเข้าใจก่อนว่า องค์ประกอบส่วนเหตุในทางกฎหมาย จะหมายถึงเฉพาะ “กฎหมาย(ที่บัญญัติเป็น)ลายลักษณ์อักษร” เท่านั้น เราจะไม่ใช้ประเพณีวัฒนธรรมจารีตหรือค่านิยมทางสังคมพระไตรปิฎกหรือกฎเกณ์อื่น มาเป็นมาตรวัดในฐานะ “บ่อเกิดแห่งกฎหมาย” เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายที่มีโทษในทางอาญา [๓] จะต้องตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า กฎหมายอาญาต้องบัญญัติให้ชัดเจนแน่นอน (nullum poeana sine lege stricta) ทั้งนี้รวมถึงบทบัญญัติที่ไม่ใช่โทษทางอาญาแต่อาจก่อผลในทางกระทบกระเทือน ต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย

เมื่อชัดแจ้งแล้วว่า วัตถุแห่งการพิจารณา คือ กฎหมายลายลักษณ์อักษร จึงต้องพิจารณาต่อไปว่า ตามบทบัญญัติกฎหมายลายลักษณ์อักษร บัญญัติไว้อย่างไร เพื่อพิจารณาประเด็นที่๑ ให้ได้ยุติ

ประมวลกฎหมายอาญา แบ่งออกเป็น ๓ ภาค คือ ภาค๑.เป็น “บทบัญญัติทั่วไป” (มาตรา๑ ถึง มาตรา๑๐๖) ที่จะนำไปใช้เป็น “พื้นฐาน” เพื่อพิจารณา “ องค์ประกอบส่วนเหตุในทางกฎหมาย” แก่ ภาค๒และภาค๓ รวมถึงกฎหมายอาญาที่ปรากฎในกฎหมายฉบับอื่นๆทั้งปวง ตราบที่กฎหมายฉบับอื่นๆนั้นไม่บัญญัติกฎเกณฑ์ไว้เป็นการเฉพาะ ตามนิตินโยบายขององค์กรนิติบัญญัติ , ภาค๒.เป็น “ความผิด” ในทางอาญา (มาตรา ๑๐๗ ถึง มาตรา ๓๖๖) , ภาค๓.เป็น “ความผิดลหุโทษ” ความผิดที่บัญญัติโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี ปรับไม่เกิน ๑ พันบาท (มาตรา ๓๖๗ ถึง มาตรา ๓๙๘)

ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๑๑๒ ใน “ภาค๒”ว่าด้วยความผิด บัญญัติว่า “ผู้ ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” เมื่อบทบัญญัติมาตรา๑๑๒ มิใช่ “บทบัญญัติทั่วไป” (หลักเกณฑ์ในการใช้กฎหมายอาญา)ในประมวลกฎหมายอาญา โดยบัญญัติไว้ใน “ภาค๒” เราจึงต้องนำหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่บัญญัติไว้ใน “ภาค๑” (มาตรา ๑ ถึง มาตรา๑๐๖) มาพิจารณา “องค์ประกอบส่วนเหตุ” ตามมาตรา ๑๑๒ ด้วย

อาศัยหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะนำมาประกอบการกระจาย “องค์ประกอบส่วนเหตุในทางกฎหมาย” มาตรา ๑๑๒ (อธิบายถึงเฉพาะส่วนที่ทำให้องค์ประกอบส่วนเหตุในทางกฎหมายได้ขาดตอนลง) ได้ดังนี้

๑.ผู้ใด หมายถึง จะต้องเป็น “บุคคล” ซึ่งในระบบกฎหมายได้รับรองสถานภาพของความเป็น “บุคคล” ไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สามารถแบ่งได้ ๒ ประเภท คือ ก.บุคคลธรรมดาได้แก่ สิ่งมีชีวิตซึ่งตามหลักชีววิทยาหรือชัดแจ้งโดยกายภาพก็ดี เป็น “มนุษย์” ซึ่งตามมาตรา๑๕ เริ่มแต่เมื่อคลอดแล้ว อยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย ข.นิติบุคคล ได้แก่ บุคคลที่เกิดโดยกฎหมายสมมติขึ้นให้มีเป็น “บุคคล” เพื่อสะดวกแก่การฟ้องร้องคดีแพ่ง,อาญา หรือคดีปกครอง เช่น บริษัท , ห้างหุ้นส่วนต่างๆ รวมถึงนิติบุคคลซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติอื่น

๒.มีการกระทำ แม้ว่าตามมาตรา ๑๑๒ มิได้บัญญัติถ้อยคำนี้ แต่ตามมาตรา ๕๙ วรรค๑ “บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อ ได้กระทำ...” อันบัญญัติไว้ในภาค๑ บทบัญญัติทั่วไป ซึ่งจะต้องนำมาบังคับใช้แก่ บทบัญญัติใน ภาค๒ ,ภาค๓ และกฎหมายอาญาอื่น ด้วย[๔] กล่าวได้ว่า หากไม่มี “การกระทำ” แล้ว ย่อมส่งผลให้ ไม่จำต้องพิเคราะห์ “องค์ประกอบส่วนเหตุประการอื่นๆ” อีกเลย ในทาง “โครงสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมาย” เมื่อขาด “องค์ประกอบส่วนเหตุทางกฎหมาย”เพียงประการใดประการหนึ่ง ย่อมบังคับ “ผลในทางกฎหมาย”มิได้ หลักการนี้สืบสาวมาจากหลัก “ไม่มีโทษ โดยปราศจากกฎหมาย” (nulla poena sine lege) ในนิติรัฐ

“การกระทำ” เป็นถ้อยคำทางกฎหมาย และเป็นประเด็นสำคัญทางกฎหมายต่อกรณีความเห็นของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ว่า “ถ้าเจ้าของเขารู้เห็นข้อความนั้นแล้วยังไม่ลบทิ้งเจ้าของสถานที่ก็อาจมีความผิดเสียเองได้” จึงต้องพิจารณาว่า “อย่างไรคือ การกระทำ”

ในระบบกฎหมาย ได้ปรากฎถ้อยคำว่า “การกระทำ” , “กระทำการ” , “ทำ” อยู่ทั่วไปในปริมาณฑลแห่งบทบัญญัติกฎหมาย ทั้งกฎหมายแพ่ง , กฎหมายอาญา , หรือในแดนกฎหมายมหาชน เช่น กฎหมายปกครอง ก็ล้วนใช้ในความหมายอย่างเดียวกันเป็นที่ยุติว่า หมายถึง การเคลื่อนไหวในอิริยาบถโดยรู้สึกนึกในขณะเคลื่อนไหวและผู้เคลื่อนไหวสามารถ บังคับการเคลื่อนไหวได้ด้วย [๕] หากพิจารณาประมวลกฎหมายอาญา อาจปรากฎทำนองเดียวกันนี้ในมาตรา๕๙ วรรค๒ “กระทำ...ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ” นอกจากนี้ ยังหมายรวมถึง การงดเว้นการที่จะต้องกระทำด้วย[๖] ซึ่งมีลักษณะของการไม่เคลื่อนไหวร่างกาย และเรื่องนี้เป็น “ประเด็นสำคัญ” จุดประกายความคลาดเคลื่อนทางกฎหมายของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ต่อกรณีตีความมาตรา๑๑๒

โดยเหตุที่ “การไม่เคลื่อนไหวร่างกาย” ก็ยังสามารถถูกจัดเป็น “การกระทำ” ได้ ซึ่งเป็น “ข้อยกเว้น”ของ “การกระทำ” ดังนั้น ในระบบกฎหมาย จึงจัด “ประเภท” ของการไม่เคลื่อนไหวร่างกาย ออกเป็น ๒ ประเภท ซึ่งส่งผลในทางกฎหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ประเภทที่๑.การ “ไม่กระทำ” ซึ่งถือว่าเป็นความผิด ตามถ้อยคำในมาตรา ๕๙ วรรคท้ายที่ว่า “งดเว้นที่จักต้องกระทำ” หมายความว่า งดเว้นกระทำในสิ่งที่ตนมีหน้าที่ต้องกระทำ โดยรู้สึกนึกในการไม่เคลื่อนไหวร่างกายของ “ผู้มีหน้าที่ต้องกระทำ” แต่งดเว้นเสีย จึงต้องพิจารณาต่อไปว่า “หน้าที่ นั้น เกิดขึ้นโดยเหตุใดได้บ้าง” เพราะหากไม่มี “หน้าที่” ในอันจักต้อง “กระทำ” ก็ย่อมเข้าลักษณะ “หลักทั่วไป” ที่ว่า การ “ไม่กระทำ” ไม่ถือว่าเป็นความผิด สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ “หน้าที่”อาจเกิดได้หลายกรณีสามารถสกัดบรรดากรณีที่ปรากฎอยู่ มีดังนี้

๑.หน้าที่อันเกิดจากรัฐธรรมนูญกำหนดโดยตรง ในฐานะที่เป็นองค์กรของรัฐ เช่น พระมหากษัตริย์ทรงมีหน้าที่เคารพและพิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญ [๗] ตัวอย่าง -

๒.หน้าที่อันเกิดจากกฎหมายกำหนดโดยตรง เช่น บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา๑๕๖๔) ตัวอย่าง นางแดง ไม่ยอมให้ลูกทารกกินนม จนลูกอดนมตาย เป็นการ “งดเว้น”กระทำตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด ผิดฐานฆ่าผู้อื่น

๓.หน้าที่ที่เกิดจากการยอมรับภาระบางประการ ได้แก่
๓.๑.หน้าที่โดยสัญญา เช่น รับจ้างคอยช่วยเหลือผู้ที่หัดว่ายน้ำแต่งดเว้นไม่ช่วยเหลือเมื่อมีคนจมน้ำใน สระตามหน้าที่นั้น , เป็นลูกจ้างของการรถไฟมีหน้าที่ควบคุมสัญญาณห้ามรถผ่าน แต่เผลองีบหลับไป จนรถไฟชนคนตาย เช่นนี้ ลูกจ้างคนนั้นมีการกระทำโดยงดเว้น ผิดฐานฆ่า ส่วนจะเจตนาหรือประมาท ต้องพิจารณาเป็นคนละส่วน เป็นต้น
๓.๒โดยอัชฌาศัย เช่น อาสาดูแลลูกของเพื่อนบ้าน เป็นต้น


๔.หน้าที่จากการกระทำก่อนๆของตน เช่น จูงคนตาบอดข้ามถนน ก็ต้องพาข้ามให้พ้นถนน ถ้าจูงมาถึงกลางถนนแล้วทิ้งคนตาบอดไว้กลางถนน เพราะกลัวไปทำงานไม่ทัน รีบข้ามถนนไปก่อน เช่นนี้เป็นการ“งดเว้น” ไม่กระทำเพื่อป้องกันผลร้ายอันจะเกิดแก่คนตาบอด(ช่วยไม่ตลอดรอดฝั่ง)


ประการที่๒.การ “ไม่กระทำ” ซึ่งไม่ถือว่าเป็นความผิด เว้นแต่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิด ในทางกฎหมายเรียก “ละเว้น” เป็นเรื่องการละเว้นกระทำการซึ่งกฎหมายบังคับให้กระทำในฐานะพลเมืองดี เช่น เห็นเด็กกำลังจะจมน้ำตายโห่ร้องให้ตนช่วย ทั้งที่ตนเป็นนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติ เห็นผู้อื่นประสบภยันตรายแห่งชีวิต แต่กลับไม่ช่วยตามความสามารถของตน เป็นการละเว้นการกระทำในฐานะพลเมืองดี ตามมาตรา ๓๗๔


เห็นได้ว่า “หน้าที่” อันจะต้องกระทำแต่ไม่กระทำ ที่เรียก “งดเว้น” นั้น ต้องมิใช่หน้าที่โดยทั่วๆ ไป แต่เป็นหน้าที่โดยเฉพาะที่ ต้องทำเพื่อป้องกันมิให้เกิดผลเช่นที่เกิดนั้น[๘] แต่ถ้าเป็นเพียงหน้าที่โดยทั่วๆไป ทางศีลธรรมหรือในฐานะพลเมืองดี ย่อมไม่ใช่ “งดเว้น”แต่จะเป็น “ละเว้น”การกระทำ

เมื่อพิเคราะห์องค์ประกอบส่วนเหตุในทางกฎหมาย “การกระทำ” ทั้ง “งดเว้น”และ “ละเว้น” แล้ว การตามมาตรา๕๙ วรรคท้าย แห่งประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติให้การไม่เคลื่อนไหวร่างกาย นั้นรวมถึง “การงดเว้น” ด้วย โดยเหตุนี้หากไม่มีบทบัญญัติเฉพาะในกฎหมายเป็นการเฉพาะ “การละเว้นการกระทำ” ย่อมไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย


ประเด็นที่๒.ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

กรณีที่ห้องน้ำปั้มน้ำมัน มีคนเขียนข้อความซึ่งนายไกรวัลย์ฯ อ้างว่า เป็นข้อความ“ให้ร้ายพระมหากษัตริย์” แล้วเจ้าของปั๊มน้ำมัน “เห็น” แต่ไม่ได้ “ลบทิ้ง” ก็ต้องพิจารณาว่า การ “ไม่กระทำการ” ของ เจ้าของปั้มน้ำมันแห่งนั้น มี “หน้าที่” จำต้องกระทำ(ลบข้อความดังกล่าว)หรือไม่ หากว่า “มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ดังกล่าวให้กระทำการเช่นนั้น” แต่ไม่กระทำ ย่อมเป็นการงดเว้น เป็นความผิดมาตรา๑๑๒ได้


ประเด็นที่๓.ผลในทางกฎหมาย

ตามที่ปรากฎเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรขณะนี้ ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใด กำหนดหน้าที่ให้บุคคลกระทำการขจัด “สิ่งอื่นใด” ที่ “ผู้อื่นกระทำ” ขึ้นโดยผิดกฎหมายกระทบกระเทือนความเลื่อมใสในสถาบันพระมหากษัตริย์ หากแต่เป็นหน้าที่ทางศีลธรรมหรือหน้าที่ในฐานะพลเมืองดีหรือหน้าที่ทางการ เมือง เช่นเดียวกับ หน้าที่รักษาโบราณวัตถุ , หน้าที่ไปเลือกตั้ง , หน้าที่ป้องกันประเทศ , หน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นต้น การไม่ลบข้อความดังกล่าวของ “เจ้าของปั้มน้ำมัน” เป็นการไม่เคลื่อนไหวร่างกาย โดยรู้สำนึก ปราศจากหน้าที่บังคับ จึงเป็น “ละเว้นการกระทำ” ซึ่งไม่มีบทกฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิด ไม่เป็นผิดมาตรา๑๑๒ โดยมิพักต้องพิจารณาต่อไปว่าข้อความนั้นๆเข้าองค์ประกอบอื่นๆอีกหรือไม่ เพราะตราบเมื่อ “องค์ประกอบส่วนเหตุ” ได้ “สะดุดขาดตอนลง” ผลในทางกฎหมายย่อมไม่เกิดขึ้นดุจกัน


----------------------
เชิงอรรถ
[๑] มติชน [ออนไลน์],“หมิ่นสถาบันกษัตริย์ ในห้องน้ำปั๊มน้ำมัน “มีชัย ฤชุพันธุ์” เตือน ถ้าเจ้าของไม่ลบทิ้งอาจมีความผิดเสียเอง แนะแจ้งตำรวจ”ใน http://www.matichon....774283&catid=no [เข้าถึงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๓] และโปรดดูสิ่งพิมพ์อื่น.
[๒] โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน วรเจตน์ ภาคีรัตน์ , รพี’๔๒ [วารสาร] , “ระบบแห่งบรรทัดฐานทางกฎหมาย” , (กรุงเทพ : คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) หน้า ๓๕ – ๔๔.
[๓] โทษในทางอาญา บัญญัติไว้ใน ภาค๑ บทบัญญัติทั่วไป มาตรา ๑๘ มีดังนี้ ๑.ประหารชีวิต , ๒.จำคุก , ๓.กักขัง , ๔.ปรับ , ๕.ริบทรัพย์สิน หาก “ผลในทางกฎหมาย” ตาม “องค์ประกอบส่วนเหตุทาง กฎหมาย” ใด มีสภาพบังคับ (sanction) อย่างใดอย่างหนึ่งที่กล่าวมาในมาตรา ๑๘ นี้ ย่อมเป็นความผิดทางอาญาทั้งสิ้น ไม่ว่าบทบัญญัติดังกล่าว จะปรากฎตัวในประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่น ก็ตาม.
[๔] ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๑๗ บัญญัติว่า “บทบัญญัติในภาค๑แห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้ใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย” .
[๕] ไพจิตร ปุญญพันธุ์ , คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะละเมิด , พิมพ์ครั้งที่ ๑๒ , (กรุงเทพฯ : นิติบรรณการ , ๒๕๕๑) หน้า ๖-๘.
[๖] ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๕๙ วรรคท้าย บัญญัติว่า “การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย”
[๗] ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของรัฐที่มีอารยะ โดยบังคับแห่งรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริมีพันธะให้มีหน้าที่เป็นผู้ปกป้องหรือเคารพรัฐธรรมนูญ ทั้งในรูปของคำสาบาน(Oath) เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรเบลเยี่ยม มาตรา๙๑(๒) บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์จะขึ้นครองราชบัลลังค์ได้ต่อเมื่อได้สาบานตนต่อสภา ว่า “ข้าพเจ้าสาบานว่า จะเคารพรักษารัฐธรรมนูญและกฎหมายของประชาชนชาวเบลเยี่ยม จะปกป้องอิสรภาพของชาติ และบูรณภาพแห่งอาณาเขตของผองเรา” , ทั้งในรูปของข้อบังคับโดยตรง เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรบาร์เรน มาตรา ๓๓ ข้อบี บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์(มีหน้าที่)พิทักษ์รัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย และพิทักษ์ความสูงสุดแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย. ..” ฯลฯ “การไม่กระทำ”ตามหน้าที่ดังกล่าวของพระมหากษัตริย์ ย่อมเป็นการ “งดเว้นการกระทำ” ผลคือ การนั้นๆ มิได้ทรงกระทำในฐานะพระมหากษัตริย์ เป็นต้น
[๘] จิตติ ติงศภัทิย์ , กฎหมายอาญาภาค ๑ , (กรุงเทพฯ : สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา , ๒๕๔๖) หน้า ๑๗๕-๑๗๖.

comment 1 : แล้วข้อสอบปลายภาคที่ทำไปนั้น ถูก หรือ ผิด ครับ หรือว่า ยังไม่รู้ผลการสอบครับ

แล้วถ้าเปลี่ยนจาก "ข้อความหมิ่น" เป็น "ยาบ้า-ของโจร-ของผิด กม." เจ้าของปั๊มเห็นก็เฉย ๆ ไปทำอะไร
ปล่อยทิ้งไว้ นี่ถือว่า ละเว้น งดเว้น และมีหรือไม่มีความผิดล่ะครับ

เปรียบเทียบให้ดูหน่อยครับ อยากเห็นชัด ๆ ครับ เอิ๊ก เอิ๊ก เอิ๊ก

comment 2 : ขอโทษเถอะนะ นายมีชัยคงว่างมาก ถ้าว่างมากๆจนไม่รู้จะทำอะไร ก็ขับรถออกมาดูตามกำแพงบ้านผู้คนแล้วช่วยออกกฎหมายลงโทษโรงเรียนหรือ วิทยาลัย ที่ปล่อยให้นักเรียน นักศึกษาของตน มาพ่นข้อความต่างๆบนรั้วกำแพงชาวบ้านด้วย จะให้ดี สั่งลงโทษจำคุกเจ้าชองโรงเรียนและคณาจารย์ทั้งหลายคนละ10ปีไปเลย โทษฐาน ไม่ดูแลนักเรียนของตนให้มีความประพฤติเยี่ยงคนดีๆในสังคมได้

อีกอย่าง กรณีนายกฯและรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง สั่งทหารเข้ากระทำการฆ่าประชาชนที่ทุ่งสังหารราชประสงค์และพระราม4นั้น นายมีชัย ช่วยทำความเห็นชี้แนะสส.สว.ให้ออกกฎหมายลงโทษด้วย เอาแบบย้อนหลัง อย่างที่สั่งลงโทษยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการพรรคไทยรักไทย นั่นแหล่ะ คงไม่มีอะไรที่นักกฎหมายอย่างนาย จะทำไม่ได้ จริงไหม

comment 3 : เอาสันติบาลไปนั่งตรวจค้นคนก่อนเข้าไปขี้เลยดีมั้ยว่าใครพกปากกามั่ง จับได้จับแม่งยัดคุกสัก18ปี ไปเลยนะ ข้อหาพกอาวุธซึ่งอาจใช้กระทำความผิดโดยการเขียนข้อความหมิ่น ซาบซึ้งจริงๆ

commennt 4 : phuttipong Posted 17 October 2010 - 03:41 PM
มีคนตั้งคำถามต่อบทความนี้ ผมเข้าไปตอบยาวๆมานะครับ ใช้แรงเยอะเหมือนกัน

http://www.prachatai...#comment-338553
และ
http://www.prachatai...#comment-338585

อาจจะอ่านเข้าใจยากไปหรือเปล่าไม่ทราบนะครับ เหมือนจะไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ที่จะตอบ มันค่อนข้างเป็นคำเทคนิค ที่ไม่น่าจะยากอะไร "ละเว้น" กับ "งดเว้น" เป็นฐานด้วยซ้ำที่จะใช้ในข้อเท็จจริงนี้ เพราะมันเป็นเรื่องการไม่กระทำการ น่ะ คุณจะไปพิจารณา "เจตนา" เป็นเกณฑ์ตั้ง มิได้ วิธีคิดของรายนี้ "บกพร่องอย่างร้ายแรง" ในกรณีที่เขามาสายกฎหมาย(ความรู้ระดับเตรียมสอบตรงเข้าคณะนิติศาสตร์ นะครับ เท่าที่ผมอ่านเขาดู - มาจากหนังสือติว เคยใช้สมัย ม.ปลาย มาก่อน)

comment 5 : กลายเป็นประเด็นเด็ดเลย ทำให้ได้ความรู้ด้านกฎหมายไปด้วย

comment 6 : ข้าใจว่าอาจจะไม่ได้ผิดตาม ม112 แต่หน้าจะผิดตามหน้าที่ที่ระบุไว้ใน รธน.

มาตรา ๗๐
บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐ ธรรมนูญนี้ [แก้ไข] ซึ่งรบกวนขอความรู้ด้วยว่าไอ้หน้าที่นี้ถ้าไม่ทำแล้วมันมีโทษอย่างไร

comment 7 : ถ้าไม่ได้มีโทษระบุไว้มันก็เป็นช่องว่างทางกฏหมายนะคะ
แต่ถ้าเป็นกฏหมายรัฐธรรมนูญ การอุดช่องว่างทางกฎหมายได้ขึ้นอยู่กับตุลาการฯ

ส่วนถ้าเป็นกฎหมายแพ่งก็เริ่มที่จารีตก่อนแบบนี้ไม่แน่นะคะว่า ความผิดจากรธน.มาตรา70 อาจจะตัดสินผ่านจารีตตามความเห็นของตุลาการก็ได้อะคะ

comment 8 : แถวบ้าน เรียก ปูพรม สร้างทาง แล้วก็ฆ่าแบบเลือดเย็น ตอนจบ ถ้า มีชัย ได้อ่าน อยากรู้เหมือนกัน ว่าจะตอบยังไง

comment 9 : ไม่ใช่ "หน้าที่โดยเฉพาะเจาะจง" ครับ ดังเช่น รัฐธรรมนูญกำหนดให้ ประชาชนต้องเคารพกฎหมาย เช่นนี้ หากใครเห็นผู้อื่นไม่เคารพกฎหมาย ก็จะ "งดเว้น"ด้วย กระนั้นหรือ? หรือกรณีรัฐธรรมนูญกำหนดชัดเลยว่า บุคคลมีหน้าที่ไปเลือกตั้ง ตามมาตรา๗๒ หากผมเห็นคนอื่นไม่ไปเลือกตั้งแล้วไม่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งป้องกัน ผล(ที่จะไม่เลือกตั้ง) ผมจะ "งดเว้น" ด้วยกระนั้นหรือ? คำตอบคือ มิใช่

บทบัญญัติเหล่านี้บัญญัติในรัฐธรรมนูญบัญญัติเพียงหลักการทั่วๆไป เป็นหน้าที่ของพลเมือง หากปฏิบัติก็จะเป็น "พลเมืองดี" ในทางรัฐธรรมนูญ หรือทางการเมืองการปกครอง เท่านั้น ครับ หากคุณจะกำหนดหน้าที่โดยเฉพาะเจาะจง คุณต้องตราเป็นกฎหมายบังคับให้ต้องกระทำการ การบังคับหน้าที่โดยเฉพาะเจาะจงโดยผลทางรัฐธรรมนูญการบัญญัติอำนาจหน้าที่ ของรัฐเท่านั้น และถ้าเป็นการใช้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรือในทางการเมือง ศาลก็จะไม่เข้ามายุ่ง เป็นกระบวนการทางการเมืองล้วนๆในทางรัฐธรรมนูญที่จะ ตรากฎหมายมา sanction อีกทอดนึง

comment 10 : ปีศาจ, on 18 October 2010 - 01:38 AM, said: เข้าใจว่าอาจจะไม่ได้ผิดตาม ม112 แต่หน้าจะผิดตามหน้าที่ที่ระบุไว้ใน รธน.มาตรา ๗๐
บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐ ธรรมนูญนี้

ซึ่งรบกวนขอความรู้ด้วยว่าไอ้หน้าที่นี้ถ้าไม่ทำแล้วมันมีโทษอย่างไร
อันนี้รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิไว้เป็นการทั่วไปว่า

Quote
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
มาตรา ๓๙ บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความ ผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ใน เวลาที่กระทำความผิดมิได้ และรับรองซ้ำไว้ในประมวลกฎหมายอาญาซ้ำด้วย

Quote
ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา ๒ บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำ นั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย


ซึ่งโทษตามกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญาบอกว่าหมายถึงโทษ 5 สถานนี้เท่านั้น

Quote
มาตรา ๑๘ โทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดมีดังนี้
(๑) ประหารชีวิต
(๒) จำคุก
(๓) กักขัง
(๔) ปรับ
(๕) ริบทรัพย์สิน

ดังนั้นที่น้าปีศาจถามว่า รัฐธรรมนูญกำหนดหน้าที่ไว้ แล้วถ้าไม่ทำ มีโทษอะไรหรือไม่

ก็ตอบได้ว่า จากหลักที่ว่า ไม่มีำกฎหมาย ไม่มีความผิด และไม่มีโทษ อันได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายอาญานั้น

สรุปได้ว่า ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ให้เป็นความผิด และแม้กฎหมายจะกำหนดไว้ว่าให้เป็นหน้าที่ แต่เมื่อคนทั่วไปไม่ทำหน้าที่ และกฎหมายไม่ได้กำหนดโทษอะไรไว้ มันก็คือไม่มีโทษนั่นเอง

สรุปก็คือ มันกำหนดหน้าที่ไว้ลอยๆ ไม่มีผลในเชิงบังคับตามกฎหมายแต่ประการใด ใครจะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้

แต่ถ้าใครทำตามหน้าที่ที่บอกไว้ลอยๆนั้น อาจได้ชื่อว่าเป็นเด็กดี ปกป้องสถาบัน ไปแระซ์

ปล.จริงๆ ประเด็นนี้ผมอธิบายในบทความแล้ว ถ้า "ใจนิ่ง" เทียบดู น่าจะไม่ยาก

comment 11: ผมว่าก่อนจะไปเอาเรื่องกับเจ้าของปั๊มน้ำมัน (ที่อาจจะรู้หรือไม่รู้ว่ามีข้อความดังกล่าวนั้น) นะ...ไอ้คนที่เห็นข้อความ ถ้ามันศรัทธามากทำไมไม่ลบเอง!? เห็นแล้วไม่ลบ ปล่อยให้มีข้อความนี้อยู่ทั้งๆ ที่ตัวเองก็รู้แล้วว่ามันหมิ่น แต่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าของปั๊มเขารู้แล้วหรือยัง ไอ้ตัวคนเห็นน่ะน่าโดนตบกะบาลคนแรกเลย

ส่วน อ.มีชัย เนื่องจากรู้แล้วว่าปั๊มดังกล่าวมีข้อความดังกล่าว แล้วก็วินิจฉัยว่าใครพบเห็นก็ควรแจ้งให้เจ้าของลบทิ้ง หรือแจ้งตำรวจให้ไปดู....แล้วตอนนี้ อ.มีชัย ได้เร่งรีบไปแจ้งเจ้าของปั๊มน้ำมันหรือแจ้งตำรวจแล้วหรือยัง? เพราะตัวเองก็รู้แล้วว่ามีข้อความดังกล่าวอยูในปั๊มแห่งนี้ ถ้ายังไม่แจ้ง...รบกวนเอาหัวเหม่งๆ มานี่

ส่วนเจ้าของปั๊มน่ะเป็นคนสุดท้ายที่ควรจะพูดถึงเลย. ..เขาเป็นเจ้าของปั๊มนะ ไม่ใช่เด็กล้างห้องน้ำ จะได้มาเห็นข้อความในห้องน้ำปั๊มตัวเองได้ง่ายๆ. ..ดีไม่ดีป่านนี้รวยมาก เที่ยวรอบโลกอยู่ด้วย!

comment 12 : เด็กน้อย พุทธิพงษ์ ได้ทำการถอนหงอก คนแก่อีกตัวแล้ว หลังจากถอนหงอก สุรพล มธ ขอบคุณหลายครับ

comment 13 : phuttipong; Posted 26 October 2010 - 11:53 AM
ผมได้แก้ไขเพิ่มเติมบางส่วนเพื่อสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ไว้ที่ :http://www.enlightened-jurists.com/page/149


ที่มา: กระทู้ on board Weareallhuman โดย: phuttipong (Posted 15 October 2010 - 06:12 PM)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น