วันพฤหัสบดี, กันยายน 30, 2553

"อภิวันท์"บอกหน.เพื่อไทยตอบรับคุยปรองดองกับ"เสธ.หนั่น" ...คุยไม่กลัว"พรรคเสธ.แดง"ตัดฐานเสียงอีสาน

by herogeneral.blogspot.com
Ref: มติชนออนไลน์ (updateวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 10:31:33 น.)

จาก Dailyworldtoday

พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.พรรคเพื่อไทย และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ถึงกรณีพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา จะเข้าหารือกับพรรคเพื่อไทยเรื่องการปรองดอง ว่า เข้าใจว่า นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตอบรับเข้าร่วมหารือกับ พล.ต.สนั่นแล้ว แต่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรค ยังติดภารกิจ

พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า มองว่าแนวทางที่นำไปสู่การปรองดอง ถือเป็นขั้นตอนที่ทำให้การปรองดองของประเทศก้าวหน้า กว่าการจะเร่งรัดกฎหมายนิรโทษกรรม

ไม่หวั่น"พรรคเสธ.แดง"ตัดฐานเสียงอีสาน

พ.อ. อภิวันท์ กล่าวถึงกระแสข่าวนางสาวขัตติยา สวัสดิผล บุตรสาวของพล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง เตรียมทำพรรคขัตติยะธรรม โดยเน้นส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในพื้นที่ภาคอีสาน ว่า ไม่มีปัญหา ถือเป็นเรื่องดีที่จะทำให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น ทั้งนี้ไม่คิดว่าส.ส.พท. จะรู้สึกกังวลกับการทำพรรคการเมืองของบุตรสาวเสธ.แดงว่าจะเป็นการตัดคะแนนกันเอง และทำให้พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีโอกาสเบียดชิงพื้นที่ในภาคอีสาน


"สนั่น"ถก"พท.-แดง"ชื่นมื่นเดินสายต่อ"กกต.-มหา"ลัย-กองทัพ-ธุรกิจ"ตบท้าย"แม้ว"

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 กันยายน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ส.ส.พิจิตร พรรคชาติไทยพัฒนา บุตรชายและนายอัศวิน วิภูศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคชาติไทยพัฒนา ได้เดินทางมาพูดคุยกับแกนนำพรรคเพื่อไทย ตามแนวทางการสร้างความปรองดอง ซึ่งนำโดยนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง และนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ให้การต้อนรับและร่วมโต๊ะเจรจาที่ห้องรับรองชั้น 8 พรรคเพื่อไทย อาคารโอเอไอ ทาวเวอร์ สี่แยกอโศก โดยทั้งหมดใช้เวลาในการหารือกันประมาณ 1 ชั่วโมงซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น ในช่วงท้ายการหารือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เดินเข้ามาสมทบเพื่อทักทาย พล.ต.สนั่นครู่หนึ่ง ก่อนที่จะขออนุญาตออกไปปฏิบัติภารกิจภายนอก

จากนั้นเวลา 11.45 น. ทั้งหมดได้ร่วมกันแถลงข่าวโดย พล.ต.สนั่น กล่าวว่า เราได้ใช้เวลาในการพูดคุยกันประมาณ 1ชั่วโมง เพื่อรับฟังทุกฝ่ายและเดินหน้าในการขอรับฟังจากพรรคการเมืองต่างๆต่อไป ไม่ว่าจะเป็นองค์กรทหาร นักธุรกิจและอื่นๆ เพื่อหาจุดกึ่งกลางให้ได้ โดยได้ขอให้ตนได้เดินร่วมกันต่อไปในการแก้ไขปัญหาของประเทศ ซึ่งหลายเรื่องที่นายจตุพร เล่าให้ฟังทั้งเมษายน 2552 และพฤษภาคม 2553 ก็จะรับฟังทั้งหมดเพื่อเก็บไปประมวลเป็นข้อมูลก่อนไปพบกลุ่มอื่นๆต่อไป แล้วก็จะได้มาพูดคุยกันอีกครั้ง

พล.ต.สนั่น กล่าวว่า นายจตุพร และพรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีข้อเรียกร้องใดๆ แล้วก็เห็นชอบด้วยที่จะให้มีการปรองดองเกิดขึ้นในประเทศ จากนี้ตนก็จะไปรับฟังจากทุกๆ ส่วน โดยเฉพาะพรรคการเมืองทุกพรค โดยวันที่ 1 ตุลาคมก็จะเริ่มไปพูดที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จากนั้นก็จะไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยรามคำแหง เพราะถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องหันมาร่วมมือกันลืมความหลังและเริ่มกันใหม่

เมื่อถามว่า จะนำข้อมูลต่างๆ ที่พูดคุยกับพรรคเพื่อไทย ไปแจ้งกับนายกรัฐมนตรีหรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่าคงไม่ เพราะตนจะไปพบนายกรัฐมนตรีในฐานะของพรรคการเมืองเหมือนกัน โดยหลังจากตนไปพบทุกพรรคแล้วจะไปพบพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อถามว่า ได้ต่อสายพูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือยัง พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ตอนนี้พ.ต.ท.ทักษิณ คงยังนอนหลับอยู่ เพราะเวลาไม่ตรงกัน แต่ตนก็จะไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย แต่หลังจากทำให้ภายในประเทศมีบรรยากาศที่ดีขึ้น

เมื่อถามว่าแผนการปรองดองจะเริ่มต้นสร้างกลไกได้เมื่อไร พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ก็จะพยายามให้เร็วที่สุด หากลดความขัดแย้งต่างๆได้มันก็จะดี เมื่อถามว่าจะทันในวาระของรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ พล.ต.สนั่น ย้อยถามว่า “เอ๊ะ แล้วเขาจะยุบสภาเมื่อไร แต่ใครเป็นรัฐบาลก็ไม่อยากยุบสภาหรอก แต่เราก็ต้องเดินไปอย่างนี้ ซึ่งที่ทำอยู่ก็เร็วแล้ว กึ่งเดินกึ่งวิ่ง แต่ก็หวังว่าความปรองดองของคนในชาติจะเกิดขึ้น ซึ่งตนก็ได้ทำถนนไปสู่ความปรองดองเอาไว้แล้ว เหมือนพระญี่ปุ่นรูปหนึ่งที่อยู่บนเขา ที่เดินขึ้นและลงจากเขาทุกเช้า ทุกวัน โดยไม่ได้ไปบิณฑบาตในหมู่บ้านหลายเดือน ชาวบ้านก็มาถามว่าท่านเดินขึ้นและลงเขาทุกวันทำไม พระท่านก็บอกว่าเดินเพื่อทำทางเดินไว้เผื่อคนจะได้ขึ้นไปบนวัด หากไม่มีทางเดินคนก็จะไม่ขึ้นไป ซึ่งผมก็เดินแนวทางนั้น”

ด้านนายจตุพร กล่าวว่า ปัญหาของประเทศไทยวันนี้ถ้ายังไม่มีการพูดคุยกันเพื่อหาทางออกอย่างแท้จริง บนพื้นฐานของความยุติธรรมและเสมอภาคนั้นไม่มีทางที่ปัญหาจะจบลงได้ โดยตนได้แจ้งกับพล.ต.สนั่นไปว่าคนที่จะเป็นกลางในการพูดคุยได้นั้นจะต้องเป็นพวกที่ไม่ติดดี หรืออ้างตัวว่าวิเศษวิโสกว่าคนอื่น และต้องเป็นคนที่ผ่านทั้งความสำเร็จและความเจ็บปวดในชีวิตมา จะได้เข้าใจว่าความสำเร็จและความเจ็บปวดคืออะไร ซึ่งงในทางการเมือง พล.ต.สนั่น ผ่านมาแทบทั้งหมด เพราะเคยเป็นทั้งรัฐมนตรีหลายกระทรวงแล้วยังก็เคยถูกตัดสินจำคุกเหตุการณ์ 26 มีนาคม 2520 พร้อมกับนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. ก็เห็นชีวิตของแกนนำคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังว่าเมื่อเวลาที่อยู่ในเรือนจำมีความรู้สึกอย่างไร แม้กระทั่งการถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี พล.ต.สนั่นก็เคยผ่านมาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งคนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ก็ย่อมจะเห็นความทุกข์และความสุข ไปจนถึงทางออกของประเทศ

นายจตุพร กล่าวว่า พล.ต.สนั่น บอกว่าการเริ่มต้นการพูดคุยจะไม่มีเงื่อนไขอะไร แต่เป็นการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยตนได้แจ้งไปว่าวันนี้พวกตนไม่ขัดข้องที่จะปรองดอง หากจะยึดแนวปฏิบัติตามกฎหมายก็ต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันหมด คือฝ่ายที่ฆ่าประชาชนจะต้องถูกดำเนินคดีเหมือนกัน หรือหากจะเริ่มต้นประเทศกันใหม่ เพื่อยุติปัญหาทั้งปวงก็ต้องถอยกลับไปเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

จาก Dailyworldtoday

“การที่คนๆหนึ่งที่ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านชีวิตมามากมาย ได้มาร่วมสนทนากับพรรคเพื่อไทยและพวกตนนั้นอย่างน้อยที่สุดก็เป็นการเปิดช่องหายใจเล็กๆของประเทศนี้ขึ้นมา เพราะต้องยอมรับความจริงว่าวันนี้คุยกันไม่ได้ ประเทศนี้หาผู้ใหญ่ยากเต็มที เหมือนนายอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี) บอกกับผมว่าปรองดองกับทุกคนได้ ยกเว้นผู้ก่อการร้าย ผมก็สวนกลับทันทีว่าผมก็ไม่ปรองดองกับฆาตกรเหมือนกัน ก็จะทำให้คุยกันไม่ได้หากเริ่มต้นกันอย่างดี หรือจะเริ่มต้นปรองดองด้วยพรบ.นิรโทษกรรมของพรรคภูมิใจไทย ก็เป็นการนิรโทษกรรมให้ผู้เข่นฆ่าประชาชน ที่จะได้ประโยชน์ปัญหาก็จะไม่จบ ดังนั้นการที่พล.ต.สนั่น จะตระเวณไปรับฟังปัญหาจากทุกส่วน ก็หวังว่าวันหนึ่งจะมีการรวบรวมข้อเสนอตรงกลางของทุกภาคส่วนนั้นมีจุดสมดุลอยู่ตรงไหนและอย่างไร” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า คนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นอุปสรรคกับการปรองดอง แต่จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมและเสมอภาค โดยไม่ละเลยผู้เสียชีวิตและคนบาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน เพราะสาเหตุที่ไหวหวั่นกันอยู่ขณะนี้คือเราจะมาคุยกันตรงนี้แล้วจบ โดยที่คนที่ได้รับผลกระทบไม่ได้รับความยุติธรรม ปัญหาทุกก็จะไม่ได้รับการแก้ไข

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น